แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การต่อสู้ของข้าพเจ้า : MEIN KAMPF แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การต่อสู้ของข้าพเจ้า : MEIN KAMPF แสดงบทความทั้งหมด

2554-08-07

ยามเมื่อแสงแดดส่องกระทบ



ผมไม่เคยยอมให้การไปโรงเรียนมาแทรกแซงการศึกษาของผม

 - Mark Twain




ถ้าคุณไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คุณจะเป็นคนที่ตกข่าวสาร 
แต่หากคุณอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อใดคุณกลับเป็นคนที่ถูกลวงด้วยข้อมูลข่าวสารแทน

- Mark Twain




ใส่ไข่ทั้งหมดทุกฟองของคุณไว้ในตระกร้าใบเดียว และเฝ้าดูแลตระกร้านั้นให้ดี

- Mark Twain




มีคำชมเชยที่ดีสักคำ เขาก็มีชีวิตอยู่ได้ทั้งเดือน

- Mark Twain




การเชื่อมั่นสิ่งที่ดีที่สุดของบุคคลหนึ่ง จะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเขาออกมา 
จงหลีกห่างผู้ซึ่งกดความทะเยอทะยานของคุณไว้ 
คนที่เล็กน้อยต้อยต่ำจะปฏิบัติเช่นนั้นต่อคุณเสมอ 
แต่คนที่ยิ่งใหญ่จะทำให้คุณรู้สึกว่า คุณเองก็สามารถยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

- Mark Twain




สัจจะคือสิ่งที่มีค่ายิ่ง จงใช้อย่างประหยัด

- Mark Twain




พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา เพราะผิดหวังในลิง

- Mark Twain




ผู้ที่ไม่อ่านหนังสือดีๆ ไร้ค่ากว่า ผู้ที่อ่านไม่ออก

- Mark Twain




ความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่ผมกลัวยิ่งกว่ากฎหมาย

- Mark Twain




The most beautiful thing
we can experience is
the mysterious.
It is the Source of all
true art and science.

สิ่งสวยงามที่สุด
ที่เราจะประสบได้
คือความลึกลับ
มันเป็นแหล่งกำเนิดของ
ศิลปะและวิทยาศาสตร์
ที่แท้จริงทั้งหมด

- Albert Einstein, What I Believe.




No amount of experimentation
can ever prove me right,
A single experiment
can prove me wrong.

การทดลอง ไม่ว่าจะมากเพียงใด
ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้าพเจ้าถูก
การทดลอง เพียงการทดลองเดียว
สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้าพเจ้าผิด

- Albert Einstein




Politics are for the moment
An equation is for eternity.

การเมืองอยู่เพียงชั่วขณะ
สมการอยู่ชั่วนิรันดร

- Albert Einstein




Except our own thought, there is nothing absolutely in our power.

ยกเว้นความคิดของเราเอง ไม่มีอะไรอยู่ในอำนาจของเราอย่างแท้จริง

- Rene Descartes




Probable impossibilities are to be preferred to improbable possibilities.

ความเป็นไปไม่ได้ที่อาจเป็นไปได้น่าใส่ใจกว่าความเป็นไปได้ที่ไม่น่าเป็นไปได้

 - Aristotle





Philosophy is written In that great book which ever lies before our gaze
--I mean the universe-- But we cannot understand If we do not first lean the language and grasp the symbols in which it is written

ปรัชญาเขียนอยู่ในหนังสือเล่มที่ยิ่งใหญ่ซึ้งวางอยู่เบื้องหน้าเราตลอดเวลา
--ข้าพเจ้าหมายถึงจักรวาล--ทว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจ
ถ้าเราไม่เรียนภาษาเสียก่อนและจับความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้เขียน


- Galileo Galilei




It seems only reasonable that Our enormous cosmos must be Populated with other creatures, Some of them more advanced than We are.

มันดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่งว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่ของเรา จะต้องมีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นอาศัยอยู่ด้วยซึ่งบางอย่าง จะต้องก้าวหน้ากว่ามนุษย์เราเสียอีก

- Arthur C. Clarke




Clarke's first law: When a distinguished but elderly scientist States that something is possible, He is almost certainly right. When he states that something is impossible, He is every probably wrong.

Clarke's second law: The only way of discovering The limits of the possible isTo try to step beyond them Into the impossible.

Clarke's third law: Any sufficiently advanced Technology is indistinguishable from magic.

กฎข้อที่หนึ่งของคลาร์ก: ถ้านักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่สำคัญคนหนึ่งกล่าวว่า อะไรสักอย่างอาจเป็นไปได้ก็จงแน่ใจได้เลยว่า เขาพูดถูก แต่ถ้าเขากล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้ก็เกือบจะเชื่อได้เลยว่า เขาพูดผิด

กฎข้อที่สองของคลาร์ก: วิธีเดียวที่จะทราบขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ก็คือ พยายามก้าวไปให้ไกลเกินขีดจำกัดนั้นไปสู่ความเป็นไปไม่ได้

กฎข้อที่สามของคลาร์ก: เทคโนโลยีใดๆ ที่ล้ำยุคเพียงพอก็จะไม่แตกต่างไปจากความประหลาดมหัศจรรย์ ที่เนรมิตรขึ้นมาด้วยเวทมนต์คาถา

Arthur C. Clarke, Three Clarke Law.




It may be that The old astrologers had the truth Exactly reversed When they believed that The stars controlled the destinies of men. The time may come when men control the destinies of the star.

อาจเป็นได้ว่านักโหราศาสตร์โบราณเชื่อในสิ่งตรงข้ามกับความจริง ความเชื่อว่าดวงดาวควบคุมวิถีมนุษย์ เวลาอาจมาถึงเมื่อมนุษย์ควบคุมวิถีชีวิตดวงดาว

Arthur C. Clarke




If you've never seen a UFO, You're not very observant.

And if you've seen as many as I have. You won't believe in them.

ถ้าคุณไม่เคยเห็น ยูเอฟโอ คุณไม่ใช่คนช่างสังเกต

และถ้าคุณได้เห็นมากเท่าที่ผมเห็น คุณก็จะไม่เชื่อ

Arthur C. Clarke




“เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น อย่าติดอยู่ในหลักความเชื่อ ซึ่งทำให้คุณใช้ชีวิตตามผลความคิดของผู้อื่น อย่ายอมให้เสียงความคิดของคนอื่น มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องมีความกล้า ที่จะทำตามหัวใจปรารถนาและสัญชาติญาณ เพราะมันรู้ดีว่า จริงๆแล้วคุณต้องการเป็นอะไร เรื่องอื่นๆกลายเป็นเรื่องรองไปโดยสิ้นเชิง”

- Steve Jobs






2554-08-06

การต่อสู้ของข้าพเจ้า : MEIN KAMPF

หมวดหมู่ : หนังสือ
ประเภท: ประวัติ
ผู้ประพันธ์: อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
เจ้าของหนังสือ เอ SR400 แปลโดย ศป
รายละเอียด : การต่อสู้ของข้าพเจ้า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ถ่ายทอดชีวประวัติตัวเอง อุดมการทางการเมือง แนวคิด นโยบายของพรรคนาซีแบบชาตินิยมสุดขั้ว หระหว่างที่ถูกคุมขังที่คุก Landsberg
การสร้างชาติ จนนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 มนุษยชาติต้องสังเวยชีวิตกว่า 70 ล้านคน ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ในหนังสือแห่งศตววรรษที่ 20  และเป็นหนังสือต้องห้ามของห้องสมุดในหลายประเทศ













ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ข้าพเจ้ารัก
และจะรักในเมื่อข้าพเจ้านับถือ 
และจะนับถือในสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้
(โดยละเอียดแจ่มแจ้งแล้วเท่านั้น.)















จิตวิทยาแห่งมวลชนย่อมจะไม่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้เพียงครึ่ง ๆ
กลาง ๆ หรือความอ่อนแอ












มงกุฏที่จะสวมศีรษะของเขาคงจะไม่ใช่อื่นไกล นอกจากจะเป็นพวงหรีดสำหรับฝังศพเชื้อชาติมนุษย์นั่นเอง และดาวนพเคราะห์นี้ก็คงจะต้องดำเนินไปในห้วงเวหาอีกครั้ง โดยไม่มีมนุษย์เหลืออยู่ดั่งเช่นที่เป็นอยู่แล้วเมื่อหลายล้านปีที่ล่วงมาแล้วนั้น.




โลกนี้มิใช่สำหรับเชื้อชาติที่มีหัวใจเป็นเหยี่ยว




มอลเค่ กล่าวว่า...
 "ในการสงคราม ประโยชน์อันสำคัญที่สุดก็คือทำให้สงครามสิ้นสุดลงโดยเร็ว"



ยิวส์ไม่ถือขอบเขตใดเป็นอาณาเขตของตน 
เชื้อชาติที่ดีย่อมจะต้องมีประเทศ มีอาณาเขตที่ควรสงวน



เป็นความจริงเทพีแห่งสันติสุขไม่อาจเคลื่อนไหวได้
ถ้าไม่มีเทพแห่งสงครามตามมาด้วย



ผู้ที่แข็งแรงย่อมจะเป็นคนแข็งแรงที่สุด
เมื่ออยู่แต่ลำพัง



"ตายอย่างชาวบาวาเรียนดีกว่าอยู่อย่างเหลวไหลเช่นปรัสเซียน"



สิ่งใดที่เจ้าทำลงไปจะต้องสำเร็จโดยสมบูรณ์

2554-07-29

ทัศนะต่อ “ผู้นำแห่งอนาคต”


  


โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล

สตีเฟน อาร์ โควีย์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง “อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูง” เขาได้เขียนบทความ เรื่อง “THREE ROLES OF THE LEADERS” (บทบาท 3 ด้านของผู้นำ) ในหนังสือรวมบทความเรื่องผู้นำแห่งอนาคตที่มูลนิธิปิเตอร์ ดรักเกอร์ จัดพิมพ์ขึ้น


บทความนี้เสนอว่า ผู้นำในอนาคตจะเป็นคนซึ่งสร้างวัฒนธรรมหรือระบบคุณค่าที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการ เช่นการมอบหมายอำนาจให้คนอื่น (EMPOWERMENT) การสร้างความไว้วางใจ, ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเหมาะสำหรับโลกสมัยใหม่ที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์, ความกล้าหาญ, ความนอบน้อมถ่อมตัวที่จะเรียนรู้และเจริญงอกงาม ผู้นำจึงจะสามารถสร้างวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้นได้


คนที่มีอารมณ์ผูกพันในการอยากเรียนรู้สูง ด้วยการสนใจฟัง, มองเห็นแนวโน้มที่กำลังปรากฏขึ้น, ประเมินความสำเร็จและความล้มเหลว, รู้จักสรุปบทเรียนอย่างมีมโนธรรมสำนึก จะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่นอย่างยาวนาน ผู้นำเหล่านี้จะไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่จะยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลง


โลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น และมีพลังในการแข่งขันพลังใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ระบบการแข่งขันในตลาดเรียกร้องให้การจัดองค์กรต้องเปลี่ยนแปลง องค์กรธุรกิจถูกเรียกร้องให้ต้องผลิตสินค้าและบริการทีมีคุณภาพสูงและส่งต่อให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว, เป็นมิตร และอย่างคล่องตัวยืดหยุ่น


การที่จะทำเช่นนั้นได้ องค์กรธุรกิจจะต้องรู้จักมอบหมายอำนาจให้พนักงานได้รับผิดชอบ (EMPOWER) ด้วยตัวเขาเองเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แม้องค์กรธุรกิจหลายพันหลายหมื่นองค์กรพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้น แต่มีส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จ ปัญหาสำคัญ คือ คนในองค์กรขาดความเชื่อถือไว้วางใจ (TRUST) กันและกัน


เศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันสูงเรียกร้องให้เราตระหนักว่าหลักการ เช่นการรู้จักมอบอำนาจให้พนักงานรับผิดชอบด้วยตัวเองมากขึ้น (EMPOWEREMENT) ความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดผลงานที่ดีที่เป็นเป้าหมายทุกองค์กรต้องการ


ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือผู้นำที่ยึดถือการนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง พวกเขารู้ว่า เราทุกคนต่างขึ้นอยู่กับกฎธรรมชาติ หรือหลักการที่เป็นผู้บงการควบคุม (GOVERNING PRINCIPLES) ที่ทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะตระหนักถึงหลักการเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม


ดังนั้น การจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ จึงขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหลักการ เช่นความเที่ยงธรรม, การยินดีในการให้บริการ, ความเสมอภาค, ความยุติธรรม, คุณธรรม, ความซื่อตรง และความเชื่อถือไว้วางใจ


หลักการเหล่านี้เป็นหลักการที่ให้ประโยชน์เห็นได้ชัดเจนในตัวมันเอง เราสามารถพิสูจน์ได้โดยลองคิดดูซิว่ามีสังคมไหน องค์กรไหน ครอบครัวไหนมีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จได้ ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักการข้างต้น


หลักการที่ถูกต้องช่วยชี้ทางแก่เรา มันจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนย้ายไปจากเดิม มันจะชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้เราอยู่เสมอ


ดังนั้น การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรามีความมั่นใจ, ความมั่นคง, อำนาจ, การรู้ทิศทาง, และปัญญาในการบริหารจัดการกับความต้องการที่จำเป็นและโอกาสของโลกยุคปัจจุบัน


บทบาทของผู้นำ


การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง อาจจะแบ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานได้ 3 ข้อ คือ


1. การหาหนทางไป (PATHFINDING) เนื้อหาที่สำคัญของการหาหนทางไป คือ การมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เรียกร้องและท้าทาย การหาหนทางไป คือการทำให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกตื่นเต้นต่อเป้าหมายที่สูงค่า ในนามของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียคนอื่น ๆ


การหาหนทางไป จะผูกพันระบบค่านิยมและวิสัยทัศน์ของคุณให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์


2. การเป็นเครือข่ายพันธมิตร (ALIGNING) ประกอบด้วย การทำให้แน่ใจว่าโครงสร้าง, ระบบ และกระบวนการการทำงานของคุณ เป็นปัจจัยที่จะทำให้พันธกิจ และวิสัยทัศน์ประสบความสำเร็จได้จริง ซึ่งหมายถึงว่า 3 เรื่องแรก(โครงสร้าง, ระบบ, กระบวนการทำงาน)จะไม่เข้าไปแทรกแซง, ไม่แข่งขันและไม่ครอบงำ 2 เรื่องหลัง(พันธกิจและวิสัยทัศน์)


จุดคานงัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น เมื่อผู้คนมาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับพันธกิจ, วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของคุณ คุณจะมีเครือข่ายพันธมิตร เมื่อคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในความผูกพันที่ทรงพลัง ที่จะช่วยกันทำให้วิสัยทัศน์ของกลุ่ม, องค์กร, ชุมชนเป็นความจริง และเมื่อคุณเชื้อเชิญพวกเขาให้มาช่วยกันปรับปรุงโครงสร้างและระบบ


3. การกระจายมอบหมายอำนาจความรับผิดชอบให้คนอื่น (EMPOWERING) ผู้คนนั้นมีความสามารถ, ความช่างคิด, ความฉลาด, และความคิดสร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่มักซ่อนอยู่ ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา ต่อเมื่อทุกคนได้เข้าร่วมกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ขององค์กร, คุณก็จะเริ่มสร้างพันธกิจร่วมกันกับพวกเขา เป้าหมายและพันธกิจของคนแต่ละคนจะผสมกลมกลืนเข้ากับเป้าหมายและพันธกิจขององค์กร


นั่นก็คือการจุดประกายเพื่อปลดปล่อยให้ความสามารถและความช่างคิดของคนทั้งหลายหลั่งไหลออกมา พวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บริการลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้น


การนำในชุมชน


ในสังคมสมัยใหม่ ยาเสพติด, แก๊งเด็กเกเรอันธพาล ความไม่รู้หนังสือ, ความยากจน, อาชญากรรม, ครอบครัวแตกแยก กำลังทำให้สังคมเกิดความเสี่ยงสูงในทุกมิติ


ผู้นำแห่งอนาคตตระหนักว่า รัฐบาลและกลุ่มทางสังคมที่มีบทบาทอยู่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาต้องการเครือข่ายของคนที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่กว้างขวางกว่าที่เรามีอยู่ เราจะต้องหาทางทำให้ทุกคนในชุมชนมีจิตสำนึกความรู้สึกรับผิดชอบ และเป็นผู้พิทักษ์ดูแลชุมชน


เราจะต้องสร้างให้เด็กเยาวชนมีจิตสำนึกความรับผิดชอบในทำนองนี้ด้วย คุณควรเริ่มด้วยการทำตัวให้เป็นแบบอย่างต่อคนในครอบครัวของคุณ ตอนนี้คุณช่วยเหลือชุมชนในด้านใดอยู่หรือไม่? คุณพยายามจะทำความเข้าใจปัญหาของชุมชนและดูว่าคุณจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนอยู่หรือไม่? คุณพยายามจัดการให้บริการแก่ครอบครัวใหญ่ทั้งหมดหรือไม่?


เราจะต้องสร้างวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมที่ดีขึ้นกว่าเดิม และช่วยทำให้สิ่งนี้เกิดเป็นจริงขึ้น


อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูงที่โควีย์เคยเสนอไว้ซึ่งน่าจะเป็นอุปนิสัยสำหรับผู้นำด้วยคือ


1) เป็นคนริเริ่มลงมือทำเองในเชิงรุกและรับผิดชอบ


2) มีเป้าหมายในชีวิต


3) รู้จักเลือกทำสิ่งที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมาย


4) คิดแบบใจกว้าง มุ่งความร่วมมือให้ได้รับชัยชนะร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย


5) เป็นผู้รับฟังที่ดี พยายามเข้าใจคนอื่น


6) หาทางออกเพื่อประโยชน์ร่วมกันแบบทวีคูณ


7) ลับเครื่องมือของมนุษย์เรา คือพลังขับทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจให้คมอยู่เสมอ


“เมื่อสมาชิกในทีมมองเพื่อนร่วมทีมด้วยความนับถือในกันและกัน, ความแตกต่างของสมาชิกแต่ละคนจะถูกใช้ประโยชน์ และกลายเป็นจุดแข็งมากกว่าที่จะเป็นจุดอ่อน. บทบาทของผู้นำคือการสร้างความนับถือในกันและกันของคนในองค์กรและสร้างทีมที่จะสนับสนุนกันและกัน ทำให้จุดแข็งเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น และทำให้จุดอ่อนเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย”


สตีเฟน โควีย์ (1932- )


2leep.com