แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณธรรมนำใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณธรรมนำใจ แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

เพียงสายที่พัดผ่านมา




ฉันไม่อยากกล่าวคำว่าอำลา
ฉันใช่มาโอดครวญหรือชวนให้ลุ่มหลง
เพียงลมลมที่ผ่านเลยก็เลยไป
เหมือนน้ำหลากล่องลงไม่คืนหลัง
น้ำก็ยังชุ่มเย็นเป็นสายน้ำ
ไม่เคยขาดไม่ไหลคืนคือความจริง
เราพบกันมีเรื่องราวเล่ากันฟัง
เป็นเหมือนดั่งภาพเขียนที่เสกสรร
บรรยากาศที่ดีและจริงใจ
แม้ไม่มีพยานคำมั่นฤาสัญญา
อย่ารอเวลาให้ล่วงเลยร่างกายจะร่วงโรย
จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว
ใช่ว่าเราจะจากกันนิรันดร์ไป
จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว
ใช่ว่าเรา ... จะจากกันนิรันดร์ไป



............................

เคปูชิโนมองว่า การใช้ชีวิตนั้น หากจะคิดให้ง่าย มันก็ง่าย ถ้าจะคิดให้ยากมันก็ยาก ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเข้าใจในชีวิตของแต่ละบุคคลค่ะ

หากเรามีมุมมอง หรือมีความคิดที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรานั้น เป็นแค่เพียงลมพัดผ่าน คือผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป หากเรามองว่า สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติด จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของเรา และอะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ เพราะในตอนท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไปก็ได้ และเรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นก็จะสร้างชีวิตเราให้แข็งแกร่งมากขึ้นด้วย

หากเราเข้าใจได้อย่างนี้ เราจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันก็แค่เพียงลมที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป...พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว(เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

เคปูชิโนอยากให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิต และอยากให้เผื่อแผ่ความสุขให้กับคนรอบข้าง ด้วยน้ำใจไมตรี การเอื้อเฟื้อ การแบ่งปัน และหยิบยื่นสิ่งดีให้แก่กันและกันค่ะ

หากเราทุกคนคิดดี ทำดีต่อกันและกันแล้ว สังคมเราคงสงบสุขและน่าอยู่มากขึ้น

หยิน หยาง



หยิน หยาง

                ในวัฒนธรรมของชาวจีนนั้น มีวิธีคิดอันหนึ่งเรื่องคู่ตรงข้าม โดยผ่านสัญลักษณ์ หยิน...หยาง โบราณ ซึ่งได้แบ่งแยกระหว่างชายและหญิง สัญลักษณ์นี้อันเป็นภาพของความตรงข้ามกัน

"หยิน" ได้รับคุณสมบัติของความเป็นหญิง ความมืด การยอมจำนน ความยินยอม ด้านลบ
"หยาง" คือคุณสมบัติของความเป็นชาย ความสว่าง การกระทำ ความมั่นคง ด้านบวก และ การแผ่ขยาย

                "หยิน/หยาง"เป็นระบบหนึ่งของความตรงข้ามต่างๆ มันเป็นระบบและสัญลักษณ์ ของความเสมอภาค และการเติมเต็มที่สมบูรณ์ ด้วยทั้งสองด้านได้ยึดครองพื้นที่เท่าเทียมกันในระวางเนื้อที่วงกลมทั้งหมดซึ่งเป็นตัวแทนโลกและจักรวาล ดังนั้นความเป็น หญิง-หยิน จึงมีความสำคัญที่เท่าเทียมกับความ เป็นชาย-หยาง 

                 ยิ่งไปกว่านั้น หยิน และ หยางยังเป็นการเติมเต็มด้วย เพราะเหตุว่าแต่ละส่วนคือองค์ประกอบของอีกส่วนหนึ่ง และในแต่ละส่วนนั้นยังรวมเอาอีกส่วนหนึ่งเข้ามาด้วย ในซีกของชายมีความเป็นหญิงอยู่ภายใน และ ในซีกของหญิงมีความเป็นชายอยู่ภายใน ตรงนี้เราสามารถสังเกตุได้จากวงกลมเล็กๆภายในภาพ จะกล่าวอีกนัยนึงได้ว่า " ในดำมีขาว และ ในขาวมีดำ" นั่นคือแง่มุมที่เป็นแก่นของภาพสัญลักษณ์นี้ 

                 แม้แต่การแบ่งแยกระหว่างพื้นที่ทั้งสองด้าน ก็ไม่ได้เป็นไปแบบเส้นตรงที่ตายตัวแต่มันเป็นการแบ่งแยกด้วย เส้นเว้าโค้ง ที่เลื่อนไหว อ่อนช้อย ซึ่งยินยอมให้มีการผสมผสานกัน ระหว่างทั้งสองด้านนี้ พวกมันขึ้นอยู่กับแต่ละส่วนที่มาสร้างความเติมเต็มโดยรวม 

                ดังนั้น สัญลักษณ์ของภาพ ที่ดูตรงกันข้ามนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับแก่นแท้ของสองด้านที่ตรงข้ามกัน แต่มันเป็นเรื่องของการผสมผสานกลมกลืนกัน การทำงานร่วมกัน การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

                บทต่อยอด : การใช้ชิวิตในสังคมปัจจุบันของประเทศไทยเรานี้ เกิดความแตกแยกแบ่งออกเป็น ก๊ก เป็นเหล่า เป็นหมู่คณะ เราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร? หรือ หาหนทาง แนวทาง แก้ไขอย่างไร? ให้ความแตกแยกนี้ผสมกลมกลืนกัน อยู่ร่วมกัน อย่างมีสันติภาพ และเสรีภาพ 






เปิดหน้ากากจูกัดเหลียง : ขงเบ้ง




ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะ ตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่ อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต
(เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร)

เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
(เพราะสุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่ายๆ)

คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

60 พุทธภาษิต




1. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ สั้นนิดเดียว ลำบากยากเข็ญ มีทุกข์มาก แต่ก็ไม่มี เครื่องหมายให้รู้ว่า จะตายเมื่อใด

2. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว พยายามหาวิธีที่จะไม่ต้องตาย ก็ไม่สำเร็จ ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป จนชราภาพก็ต้องตาย อยู่ดี เพราะธรรมดาของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้

3. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยจากการที่ต้องตายเป็นนิตย์

4. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดาเปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ที่ช่างหม้อปั้นแล้วในที่สุดก็ต้องแตกไป

5. ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความ ตายทั้งนั้น

6. เมื่อเหล่าสัตว์จะตาย ต้องไปปรโลกแน่นอนแล้ว บิดามารดาก็ไม่สามารถช่วย บุตรธิดาของตน ไว้ได้ หรือหมู่ญาติก็ไม่สามารถจะช่วยพวกญาติของตนไว้ได้

7. จงดูเถิด ทั้งๆ ที่มีหมู่ญาติมาเฝ้ารำพึงรำพันอยู่ โดยประการต่างๆ แต่ผู้จะตาย กลับถูกมฤตยูคร่าตัวเอาไปแต่เพียงผู้เดียว เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ถูกนำไปแต่เพียงตัวเดียว

8. สัตว์โลกตกอยู่ในอำนาจของความแก่และความตายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดถึงสภาพของสัตว์โลกแล้ว จึงไม่เศร้าโศกกัน

9. ท่านหาได้รู้ทางของผู้มา (เกิด) หรือผู้ไป (สู่ปรโลก) ไม่ เมื่อไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์

10. ถ้าผู้ที่ทำตนให้เดือดร้อนด้วยการหลงใหลคร่ำครวญ จะทำประโยชน์อะไร ให้เกิดขึ้นได้บ้าง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งก็คงจะทำอย่างนั้นตามไปแล้ว

11. การร้องไห้ เศร้าโศก ไม่สามารถทำใจของผู้คนให้สงบได้ มีแต่จะเกิดทุกข์มากยิ่งขึ้น ทั้งร่างกายก็จะพลอยทรุดโทรม

12. จะเบียดเบียนตนเอง มีร่างกายซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ การร่ำไห้คร่ำครวญ ไม่ได้ช่วยอะไรแก่คนที่ตายไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย

13. คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น

14. จงดูเถิด ถึงแม้คนอื่นก็กำลังจะตายไปตามยถากรรม สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ต่างตกอยู่ในอำนาจมฤตยู กำลังพากันดิ้นรนอยู่บนโลกด้วยกันทั้งนั้น

15. สัตว์ทั้งหลายตั้งความหวังอยากจะให้เป็นอย่างอื่น แต่ก็ไม่สมหวัง ความพลัดพรากจากกันมีอยู่เป็นประจำ ท่านจงพิจารณาดูความจริงแท้ของสัตว์โลกเถิด

16. แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปี หรือเกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้อยู่ดี

17. เพราะเหตุนั้น เมื่อได้สดับธรรมเทศนาแล้ว ก็พึงระงับ ความคร่ำครวญ ร่ำไห้เสีย ยามเมื่อเห็นคนล่วงลับดับชีวิตไป ก็ให้กำหนดรู้ว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้ เขาฟื้นคืนมาอีกไม่ได้

18. ธีรชนผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำ ดับไฟ ที่กำลังไหม้ลุกลาม และเหมือนลมพัดปุยนุ่น

19. ผู้แสวงสุขแก่ตน พึงระงับความเศร้าโศกคร่ำครวญร่ำไห้ ความโหยหา และ ความโทมนัส พึงถอนลูกศรคือความเศร้าโศกเสียให้ได้

20. ผู้ถอนลูกศรนี้ได้แล้ว ก็จะมีอิสระ ได้ความสงบใจ ผ่านพ้นความเศร้าโศกทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศกมีแต่เยือกเย็นใจ

21. ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี ถึงใครจะอยู่เกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องตายเพราะชราเป็น แน่แท้ 

22. ชนทั้งหลายเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ยึดถือนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ผู้ที่มองเห็นว่า ความพลัดพรากจากกันจะต้องมีแน่นอนเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรอยู่ครองเรือน

23. คนที่สำคัญหมายสิ่งใดว่า " นี้ของเรา" ก็จะต้องจากสิ่งนั้นไปเพราะความตาย พุทธมามกะผู้เป็น บัณฑิต ทราบความข้อนี้แล้ว ก็ไม่ควรเอนเอียงไปในทาง ที่จะยึดถือว่า เป็นของเรา

24. คนที่รักใคร่กัน ตายจากไปแล้ว ก็จะไม่ได้พบเห็นกันอีก เหมือนคนตื่นขึ้น ไม่เห็นสิ่งที่พบในฝัน

25. คนที่มีชื่อเรียกขาน ก็ยังพอได้พบเห็นกันบ้าง ได้ยินเสียงกันบ้าง คนที่ตายไปแล้วก็เหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่จะพูดถึงกันอยู่

26. ผู้ที่พึงพอใจในสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมสละความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ และความหวงแหนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้เข้าถึงธรรมทั้งหลายเห็น ความปลอดโปร่ง จึงสละสิ่งที่เคยแหนหวงไปได้

27. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงผู้ผู้บรรลุแล้ว ว่าเป็นบุคคลที่สอดคล้อง เหมาะสมกับภิกษุผู้บำเพ็ญความหลีกเร้นถอนจิต ซึ่งอยู่ในเสนาสนะ ที่สงัด

28. ผู้เข้าถึงธรรมไม่ติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำอะไรๆ ให้เป็นที่รัก และให้เป็นที่เกลียดชัง ความรำพึงรำพันและความหวงแหน จึงมิได้แปดเปื้อน เหมือนน้ำไม่แปดเปื้อนใบบัว

29. หยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว วารีไม่ติดบนดอกบัวฉันใด ผู้เข้าถึงธรรมก็ไม่ติดในรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ได้รับรู้ ฉันนั้น

30. ผู้ห่างไกลจากกิเลส ผู้มีปัญญา ไม่ยึดถือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่รับทราบ ไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยวิธีการอื่น ทั้งไม่ยินดียินร้าย

31. บุคคลใด ประพฤติทุจริตชั่วร้าย ไม่มีปัญญา ถึงจะมีชีวิตตั้งร้อยปี ชีวิตของเขา ก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มีศีล มีปัญญา แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า

32. บุคคลใด เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ชีวิตของเขาก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มุ่งหน้าทำความเพียรอย่างมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า

33. บุคคลพึงสละทรัพย์เมื่อจะรักษาอวัยวะ พึงยอมสละอวัยวะเมื่อจะรักษาชีวิต และยอมสละทุกอย่าง ทั้งอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต เมื่อคำนึงถึงธรรม

34. อายุสังขารจะพลอยประมาทไปกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่ยืน เดิน นั่งนอนอยู่ ก็หาไม่

35. ในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ คนเราควรทำกิจหน้าที่ของตน และต้องไม่ประมาท

36. ดอกไม้ที่สุมกันอยู่เป็นกอง นายช่างที่ฉลาด สามารถนำมาร้อย เป็นพวงมาลัยมีคุณค่ามาก ได้ฉันใด ชีวิตคนเราที่เกิดมานี้ ก็ควรจะใช้ประกอบกุศลกรรม ความดีให้มากฉันนั้น

37. บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก

38. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เราจักทอดทิ้งกายนี้ อย่างมีสติ สัมปชัญญะ มีสติมั่น

39. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจเรารอคอยเวลา เหมือนคนรับจ้าง ทำงานเสร็จแล้วรอรับค่าจ้าง

40. วัยสิ้นไปตามคืนและวัน

41. วันคืนล่วงไป ชีวิตของคนก็พร่องลงไป จากประโยชน์ที่จะทำ

42. วันคืนไม่ผ่านไปเปล่าๆ

43. กาลเวลาล่วงไป วันคืนผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอนๆ ตามลำดับ

44. รูปกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไป แต่ชื่อและโคตรไม่เสื่อมสลาย

45. เมื่อจะตาย ทรัพย์แม้แต่น้อยก็ติดตามไปไม่ได้

46. กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับตัวมันเอง

47. ถ้าบุคคลจะเศร้าโศกถึงคนที่ไม่มีอยู่แก่ตนคือ คนที่ตายไปแล้ว ก็ควรจะเศร้าโศก ถึงตนเอง ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราชตลอดเวลา

48. วัยย่อมเสื่อมลงไปเรื่อย ทุกหลับตา ทุกลืมตา

49. เมื่อวัยเสื่อมสิ้นไปอย่างนี้ ความพลัดพรากจากกันก็ต้องมีโดยไม่ต้องสงสัย หมู่สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ควรเมตตาเอื้อเอ็นดูกัน ไม่ควรจะมัวเศร้าโศกถึงผู้ที่ตายไปแล้ว

50. ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย ก็เหมือนเด็กร้องไห้ขอพระจันทร์ที่โคจรอยู่ในอวกาศ คนตายถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ว่าญาติคร่ำครวญถึง เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เศร้าโศก เขาไปแล้วตามวิถีทางของเขา

51. ตอนเช้า ยังเห็นกันอยู่มากคน พอตกเย็น บางคนก็ไม่เห็นกัน เมื่อเย็น ยังเห็นกันอยู่ มากคน ตกถึงเช้า บางคนก็ไม่เห็นกัน

52. จะตายก็ไปคนเดียว จะเกิดก็มาคนเดียว ความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลาย ก็เพียงแค่ มาพบปะเกี่ยวข้องกันเท่านั้นเอง

53. วันคืนผ่านไป อายุก็เหลือน้อยเข้าทุกที

54. แม่น้ำเต็มฝั่ง ไม่ไหลทวนขึ้นสู่ที่สูงฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่เวียนกลับมาสู่วัยเด็ก ได้อีก ฉันนั้น

55. ผู้เข้าถึงธรรม ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดำรงอยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้นผิวพรรณจึงผ่องใส

56. คืนวันผ่านไป ไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน ไม่เห็นมีอะไรที่เราสูญเสียในโลก ฉะนั้น เราจึงนอนสบายใจคิดแต่จะช่วยปวงสัตว์

57. เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ จะน้อย หรือมาก ก็ให้ทำอะไรไว้บ้าง

58. เร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือจะอยู่

59. คนขยันทั้งคืนวัน ไม่ซึมเซา เรียกว่า มีแต่ละวันที่นำโชค

60. จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าเป็นปราชญ์ มองเห็นที่หมายแล้ว ถึงอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศก ก็ไม่เศร้าโศก….

ความตาย...เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต‏



คล้ายว่าเข้าใจ...ชีวิต

ผมกำลังเดินทาง
เด็กทารกส่งเสียงร้อง
ชายชราเดินสวนกัน
ได้ยินเสียงร้องครวญครางของคนเจ็บป่วย
จากนั้น...
เขาก็ตาย



...................................

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นเด็กทารก
เติบโต และเริ่มแก่ชรา
ผมเริ่มเจ็บป่วย สังขารผุผัง
วันเวลาผ่านไป
แน่นอนที่สุด
แล้วผมก็ต้องตาย



..................................

แม้ชีวิตจะเป็นสูตรสำเร็จ
มีคำตอบสุดท้ายที่ไม่แตกต่างกัน
แต่วิธีใช้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันแน่นอน
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เป้าหมายที่ทุกคนต้องไปถึง
แต่อยู่ที่เรื่องราวระหว่างการเดินทาง.



............................................................

เธอจงระวังความคิดของเธอ
เพราะความคิดของเธอ จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ
เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ
เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ
เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต

: คำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท
จาก : Internet and Forward mail


.........................................................

เพลงดาบขั้นสุดยอด....
ขั้นแรกของเพลงดาบ
ต้องการความเป็นหนึ่งเดียว
ระหว่างคนและดาบ
คนคือดาบ....ดาบคือคน
แม้แต่หญ้าในมือ ยังใช้เป็นอาวุธได้
...ขั้นที่สองของเพลงดาบ
คือ ดาบต้องอยู่ที่ใจ
แม้เพียงมือเปล่า ยังฆ่าได้ในระยะหนึ่งร้อยก้าว
ด้วยดาบที่มองไม่เห็น
....ขั้นสูงสุดของเพลงดาบ
ไม่ต้องใช้ดาบแม้แต่น้อย
ไม่ต้องใช้ทั้ง “มือ” และ “หัวใจ”
มันคือ การมองทุกอย่างอย่างถ่องแท้
....มันไม่ใช่ “การฆ่า”
แต่มันคือ “สันติ”

ภาพยนตร์ : HERO



...............................................

ผมยืนยันมาตลอดเวลา
ว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาทำอะไรอย่างเดียว
ยังมีมิติอีกมากให้เราไปค้นหา
มนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาความหมายที่แท้จริง
ว่าชีวิตคืออะไร ?
ไม่ว่ากระบวนการนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามที
ผมก็ไม่อยากรอจนอายุห้าสิบ
มีเงินรวยแล้วจึงเดินทางไปท่องเที่ยว
ผมว่าการค่อยๆทำสิ่งที่ตนรัก
ไปพร้อมๆกับการสร้างความมั่นคงทางชีวิตนั้นเป็นไปได้
ไม่ต้องรอจนเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง
แล้วค่อยกลับไปทำสิ่งที่ตนรัก
....คุณประมาทกับชีวิตขนาดนั้นไม่ได้

: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (นักเขียน)
นิตยสาร : สุดสัปดาห์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 531


.......................................................

ทุกสิ่งทุกอย่าง...ล้วนมีฤดูกาล
และมีเวลาสำหรับจุดประกายปรารถนาทั้งปวง
ภายใต้แผ่นฟ้า...
มีเวลาสำหรับเกิด และมีเวลาสำหรับตาย
มีเวลาสำหรับหว่านพืชพันธุ์ และมีเวลาสำหรับการเก็บเกี่ยว
มีเวลาสำหรับการทำลาย และมีเวลาสำหรับการสร้างสรรค์
มีเวลาสำหรับความโศกเศร้า และมีเวลาสำหรับยินดี
มีเวลาสำหรับได้รับ มีเวลาสำหรับสูญเสีย
มีเวลาสำหรับทะนุถนอม มีเวลาสำหรับผลักไส
มีเวลาสำหรับรัก มีเวลาสำหรับเกลียด
มีเวลาสำหรับสงคราม มีเวลาสำหรับสันติภาพ

: บทที่ 3 ของคัมภีร์ไบเบิ้ลโบราณ ชื่อ “อิคคลีเซียสตีส”
หนังสือ : วิธีชะลอความแก่
เขียนโดย : โดโรธี คาร์เนกี
แปลโดย : กองทุนอนุรักษ์และเผยแพร่หนังสือไทย


.............................................................

ชีวิตก็เหมือนทรัมเป็ต
หากเธอไม่เป่าลมเข้าไป
ก็จะไม่มีเสียงอะไรออกมา

: ดับเบิลยู.ซี.แฮนดี้ (นักดนตรีชาวอเมริกัน)

หนังสือ : ข้อคิดเติมหัวใจคุณครู
รวบรวมโดย : Charles McGuire and Diana Abitz
แปลโดย : พิศวาส ปทุมุต์ตรังษี


...............................................................

มีมรดกถาวรเพียงสองสิ่ง
ที่เราหวังสืบทอดให้กับลูกหลานของเรา
สิ่งแรก คือ รากเหง้า
สิ่งที่สอง คือ ปีก...สำหรับโบยบิน

: ฮอดดิ้ง คาร์เตอร์ ที่ 3 (นักการเมืองชาวอเมริกัน) 

หนังสือ : ข้อคิดเติมหัวใจคุณครู
รวบรวมโดย : Charles McGuire and Diana Abitz
แปลโดย : พิศวาส ปทุมุต์ตรังษี



...........................................................

เรามีเทคโนโลยี มีเงิน
มีความสะดวกสบายแทบทุกอย่าง
แต่เหมือนเราไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่ม
การสื่อสารยิ่งก้าวหน้า
ทว่านับวันผู้คนกลับยิ่งเปลี่ยวเหงา
เท่าที่นึกออก...
ผมคิดว่ามีสาเหตุ 2 อย่าง
คือ ไม่วิ่งตามโลกและคนอื่นมากเกินไป
หรือไม่ก็หมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป
แปลก, สองพฤติกรรมนี้มีผลเหมือนกัน
คือทำให้ไม่รู้จักตัวเอง

: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (นักเขียน)

หนังสือ : Open diary 
เขียนและเรียบเรียงโดย : วรพจน์ พันธุ์พงศ์


...............................................................

ชีวิตคืออะไร ?

ชีวิต คือ ของขวัญ...เธอจงรับมันเอาไว้
ชีวิต คือ การผจญภัย...เธอจงออกไปรับมือกับมัน
ชีวิต คือ ความลี้ลับ...เธอจงทำให้กระจ่างแจ้ง
ชีวิต คือ เกม...เธอจงลงไปเล่น
ชีวิต คือ การต่อสู้...เธอจงไปเผชิญหน้ากับมัน
ชีวิต คือ ความงาม...เธอจงเชิดชู ยกย่อง สรรเสริญ
ชีวิต คือ ปมปริศนา...เธอจงแก้ให้ออก
ชีวิต คือ โอกาส...เธอจงฉวยเอาไว้
ชีวิต คือ ความเศร้า...เธอจงลิ้มรสไว้เป็นประสบการณ์
ชีวิต คือ บทเพลง...เธอจงขับขานให้สำราญใจ
ชีวิต คือ เป้าหมาย...เธอจงก้าวไปให้ถึง
ชีวิต คือ พันธกิจ...เธอจงกระทำให้ลุล่วง

: เดวิล แม็กนัลลีย์
จาก : Even Eagles Need a Push

หนังสือ : ข้อคิดเติมหัวใจคุณครู
รวบรวมโดย : Charles McGuire and Diana Abitz
แปลโดย : พิศวาส ปทุมุต์ตรังษี


......................................................

จริงๆแล้ว..ทุกคนเป็นนักบันทึก
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่
มนุษย์ล้วนบันทึกความเป็นไปต่างๆโดยอัตโนมัติ
บ้างบันทึกด้วยตัวหนังสือ
บ้างบันทึกด้วยเสียง
บ้างบันทึกด้วยภาพนิ่ง
บ้างบันทึกด้วยภาพเคลื่อนไหว
บ้างบันทึกด้วยสมอง
บ้างบันทึกด้วยหัวใจ
บ้างบันทึกด้วยความทรงจำ
ทุกคนจึงมีไดอารี่แระจำตัวอย่างน้อยหนึ่งเล่ม
ผมเรียกไดอารี่เล่มนั้นว่า – ชีวิต

คำนำโดย : นราวุธ ไชยชมภู 

หนังสือ : Open diary 
เขียนและเรียบเรียงโดย : วรพจน์ พันธุ์พงศ์



.....................................................

เราไม่รู้หรอกว่า เรามีชีวิตอยู่นานเท่าไร
เราไม่รู้หรอกว่า เราเกิดกี่ครั้ง
แต่ถ้าเราทำมันให้ดีที่สุด
“ครั้งเดียว” ก็มีค่าพอ
ชีวืต “ครั้งนี้” เท่านั้นที่เรารู้
และอยู่ในกำมือเรา


หนังสือ : วันนี้คือวันแรก...ของวันที่เหลืออยู่
เขียนโดย : ต้นกล้า นัยนา



................................................................

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามโลกที่หมุนเร็ว
ใครมีแรงก็วิ่งกันไป
พูดจริงๆว่าผมไม่รู้สึกว่าใครผิดใครถูก
แต่ใครชอบแบบไหน หรือถนัดอะไรก็ทำไป
ผมไม่ชอบวิ่ง...ผมก็จะเดินไปช้าๆ
และน่าจะเหนื่อยน้อยกว่า

: ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ (ช่างภาพ,นักเขียน)

หนังสือ : เสียงในความทรงจำ
เขียนและเรียบเรียงโดย : วรพจน์ พันธุ์พงศ์



...........................................................

รู้มั้ยว่า....อะไรมีค่าที่สุดในตัวคนเรา
ฉันอาจไม่รู้ว่า 
มีกี่คนที่ยอมเสียสละชีวิตของพวกเขาเพื่อนาย
แต่ฉันเชื่ออย่างแน่ใจว่า
คงมีหลายคนที่ยอมตายเพื่อฉัน...
“ความไว้ใจ” คือ สิ่งสำคัญ
ความไว้ใจไม่สามารถเอากลับคืนมาได้
เมื่อนายสูญเสียมันไปแล้ว

ภาพยนตร์ : Rikidozan



..........................................................

วีรบุรุษ....
ไม่จำเป็นต้องเกษียณตัวเอง

ภาพยนตร์ : Rikidozan



...........................................................

เซียนหมากรุกที่แท้จริง...
ไม่ได้เดินหมากบนกระดาน
หากแต่เดินหมากบนหัวใจคู่ต่อสู้
เดินหมากในรูปแบบ
ที่ทำให้หมากของฝ่ายตรงข้ามถูกบังคับเดิน
หมากของฝ่ายตรงข้ามจะถูกเดิน
โดยไม่รู้สึกว่าถูกเราบังคับ
กินหมากของฝ่ายตรงข้าม
โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกหรือเสียเปรียบเรา
ทำให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้ โดยที่เขาแค่รู้สึกว่าเดินไม่ระวังเอง
แค่เผลอไผลพลาดพลั้ง
และทำให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้เรา
ด้วยความรู้สึกว่า เขาไม่น่าจะแพ้เรา
ยังมีโอกาสชนะเรา....
และทำให้เขาไม่รู้สึกว่า “เรา” ซึ่งเป็นคู่แข่งของเขานั้น
....เป็นเซียนหมากรุกซึ่งไม่มีทางแพ้ใครได้

: ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน 
จาก : Internet and Forward mail


................................................................

หนึ่งในหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต
ที่คุณมั่นใจได้ก็คือ
มีความเปลี่ยนแปลงทุกๆครั้ง
ที่คุณกล่าวคำว่า “สวัสดี”
ซึ่งมันหมายถึงว่า ในไม่ช้า...
คุณก็ต้องกล่าว “คำอำลา”
กับใครสักคนหนึ่ง

ภาพยนตร์ : Elsinore


............................................................

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่...
เริ่มต้นด้วยความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่เสมอ

หนังสือ : นิทานสอนนักธุรกิจอิสระ
เขียนโดย : ตาเชยและลุงเปิ่น



................................................................

ในการใช้ชีวิต การลืมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
แต่การลืมเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง 
หากเป็นไปในทางปล่อยวาง และ ลดตัวตน
ลืมสิ่งที่ควรลืม ทั้งอดีตที่น่าเศร้า
ประสบการณ์ที่เจ็บปวด
หรือกระทั่งความสุขเมื่อวันวาน
เพราะมันจะทำให้ปัจจุบันน่าเบื่อเกินไป
จนทนอยู่ได้ยาก
ถึงที่สุด ก็ควรจะลืมว่าตัวเองเป็นใคร
เพราะเราไม่ใช่ใคร
นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเท่านั้น
ที่จะสามารถบอกได้ว่า....
ตัวเองเป็นใคร

เขียนโดย : ภัทเทกะ รัตตา

นิตยสาร : เพื่อนไร้พรมแดน ฉบับที่ 4



..................................................................

มีปรมาจารย์อินเดียท่านหนึ่งกล่าวว่า
ชีวิต คือ ประสบการณ์อันน่าพิศวงในการดำรงชีวิต
แต่ชีวิตไม่ใช่ปัญหาที่ต้องคอยแก้
หลายๆคนคิดว่า
ชีวิต คือ ปัญหาที่พวกเราต้องแก้ไข
แต่จริงๆแล้ว...ชีวิตมันลึกลับ
ประกอบด้วยหลายๆสิ่งอยู่ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม...ชีวิตคืออะไร ?
มันก็ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคน
ชีวิต ก็คือ ชีวิต
จริงๆแล้ว...
คำถาม...ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเสมอไป
คำตอบ คือ ไม่มีคำตอบ

: กิล เอลอน (นักแสดง , อาจารย์เซนชาวอิสราเอล)
แปลโดย : ผกามาศ พูสุรพงษ์

นิตยสาร : Open ฉบับที่ 45



..............................................................

คนเรามีอยู่สองอย่าง
มีชีวิต กับ ใช้ชีวิต
คนที่มีเวรมีกรรม
คือ คนที่มีชีวิต....แต่ไม่ได้ใช้ชีวิต

: วิยะดา โอลส์สัน (นักเขียน)

นิตยสาร : ดิฉัน ฉบับที่ 678

................................................................



การค้นพบเป้าหมายในชีวิต
ยิ่งใหญ่กว่าการเดินทางรอบโลก

: ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน
จาก : Internet and Forward mail 



..............................................................

เราเกิดมาเพื่อสิ่งใด ? 

: ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน
จาก : Internet and Forward mail 



.............................................................

ทุกวัน...
เราอยู่เพื่ออะไร ?

หนังสือ : ภาพของฉัน ฝันของเธอ
เรื่องและภาพโดย : ชุมพล อักพันธานนท์



............................................................

ห้องเรียนที่ผมสอน
มีเด็กสองคนที่ผมไม่รู้ว่าจะห่วงใครดี
คนหนึ่ง...เรียนเก่งมาก สอบได้แต่ที่ 1 ในห้อง
แต่ไม่ค่อยคุย หรือเล่นกะใคร
เพราะกลัวเสียการเรียน
หนึ่งคน..ก็เอาแต่เล่นทุกอย่าง
ยกเว้นการเรียน ดื้อ ซน
แต่ก็มาเรียนทุกครั้ง

หนังสือ : ภาพของฉัน ฝันของเธอ
เรื่องและภาพโดย : ชุมพล อักพันธานนท์



............................................................

ชีวิต...
คือ ทุกวัน

: สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์,นักเขียน)

หนังสือ : เช็คหัวใจ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ
เรียบเรียงโดย : วรพจน์ พันธุ์พงศ์



........................................................

ชีวิต...
ไม่แน่นอน

หนังสือ : เข็มทิศชีวิต
เขียนโดย : ฐิตินาถ ณ พัทลุง

...............................................................



เงิน....
ไม่ใช่คำตอบของชีวิต

คำนิยมโดย : พระไพศาล วิสาโล

หนังสือ : เข็มทิศชีวิต
เขียนโดย : ฐิตินาถ ณ พัทลุง



...................................................................

ชีวิต...
คือ การก้าวไป

: ชาลอต โทณวณิก (นักการธนาคาร)

นิตยสาร : Lips ปีที่ 6 ฉบับที่ 18



...................................................................

อย่าไปคิดว่าชีวิตผมมีแต่ความสำเร็จ

: ตัน ภาสกรนที (นักธุรกิจ)

หนังสือ : Revolution
เรียบเรียงโดย : ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
และ อาทิตย์ โกวิทวรางกูร



.................................................................

ผมว่าชีวิตคนเรา เหมือนกระดาษทิชชู่
จะมีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่ง ซึ่งเราจะซึมซับไปหมด
โดยไม่รู้ว่าควรจะบิดอะไรทิ้งบ้าง

: ภาสกร ประมูลวงศ์ (นักเขียน)

นิตยสาร : สุดสัปดาห์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 520



...............................................................

ผมไม่กลัวการเป็นคนเชย
ไม่กลัวการเป็นคนตกกระแส
แต่ผมกลัว....ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง

: มนต์ชีพ ศิวะนางกูร (นักร้อง , อาจารย์สอนดนตรี)

นิตยสาร : KID & Family ปีที่ 9 ฉบับที่ 104



..................................................................

สำหรับข้าพเจ้า
ทั้งหมดที่ข้าพเจ้ารู้ ก็คือ...
ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย

: Socrates (นักปรัชญากรีกโบราณ)

หนังสือ : คติพจน์ของบุคคลสำคัญ
แปลโดย : สุภัทร ชัยวัฒนพันธุ์



.............................................................

เมื่อคุณเรียนรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
ในสถานการณ์ที่อันตราย
เวลานั้นคุณจะไม่มีความกลัวตาย
และเมื่อคุณไม่กลัวที่จะตาย
คุณจะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ...
บางคนบอกผมว่า เขาเล่นกีฬาที่ต้องใช้ความเสี่ยงสูงซึ่งอันตรายมาก
....ไม่หรอก....แต่ถ้าคุณขับรถไปเจอคนเมา นั่นซิ...อันตราย
อะไรที่คุณเรียนรู้มันจนถ่องแท้แล้ว จะไม่เป็นอันตราย
แล้วหลังจากนั้น คุณจะ Free to Live (มีชีวิตที่เป็นอิสระ)
นี่เป็นจุดหมายที่ยิ่งใหญ่เหมือนภูเขา
เมื่อคุณมองเห็นภูเขา... 
คุณต้องวางแผนเพื่อจะไปให้ถึงยอดเขาให้ได้
และกลับมาได้อย่างปลอดภัย

: Tom Claytor (นักบินอาชีพ)

นิตยสาร : Peak Magazine ปีที่ 1 ฉบับที่ 1



..........................................................

เรามีชีวิตเพียงครั้งเดียว
แต่ถ้าเราใช้มันได้อย่างถูกต้อง
....ครั้งเดียวก็พอแล้ว

: สุภาษิตอังกฤษ

หนังสือ : คติพจน์ของบุคคลสำคัญ
แปลโดย : สุภัทร ชัยวัฒนพันธุ์



.............................................................

ถ้าเกิดรู้ว่าตัวเราเองเป็นหมา
ก็เห่าอย่างหมา ยืนอย่างหมา
ไม่ต้องไปวางฟอร์มอย่างสิงโต ทำเสียงโฮกๆ
เพราะนั่น....ไม่ใช่ตัวเรา

: วิกรม กรมดิษฐ์ (นักธุรกิจ)

นิตยสาร : GM Magazine ปีที่ 19 ฉบับที่ 295



.....................................................................

อย่าปล่อยให้ชะตากรรม
ควบคุมจังหวะระบำของชีวิต
โลก คือ ละครตลก
ที่หลอกล่อให้เราตกลงไปในความเศร้า
ขว้างทิ้งความปวดร้าว
ควบขับฝูงม้าแห่งกาลเวลา
ไปตบแต่งแสงเงาให้ขอบฟ้า

..........................

ลมหนาวนั้นยะเยือกเช่นไร
ใครเล่าจะเข้าใจ
เปลวไฟนั้นเริงร้อนเช่นไร
ใครเล่าจะหยั่งรู้
เช่นความลี้ลับ ที่นั่งสนทนากับชีวิต
ประตูที่หับสนิท
ไฉนเลยจะเปิดเผยปริศนา



............................

อย่าเลี่ยงหลบ
อย่าเลี่ยงหลบ
จงสบตากับโชคชะตา !

บางส่วนจากบทกวี : ผู้ตกแต่งแสงเงาให้ขอบฟ้า
เขียนโดย : ศิริวร แก้วกาญจน์

นิตยสาร : Movie Extra ปีที่ 2 ฉบับที่ 30








คำคมขงเบ้ง




เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต

* ถ้าคุณหัวเสีย คุณจะเสียหัว

* อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก อย่าต้อนคนให้จนมุม

* อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย

* ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

* เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

* นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

* ผู้ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

* จริงคือลวง ลวงคือจริง ถ้าคุณคิดว่าข้าศึกมีทางเลือกเพียง 2 ทาง จงแน่ใจได้ว่าเขาจะเลือกทางที่ 3

* ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

* มังกรถ้าไร้หัว หางก็ตีกันเอง ถ้าคานบนเอน คานล่างก็เบี้ยว ถ้าเสาเอกเฉียง เสาโทก็เฉ

* คนมองไม่เห็นการณ์ไกล ภัยก็จะมาถึงตัว คนไม่รู้จักตัดไฟ ภัยก็จะน่ากลัว

* ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี

* ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

* เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

* เมื่อเสียหลักก็ต้องหลบอย่างฉลาด เมื่อพลั้งพลาดต้องรู้หลึกใส่ปลีกหาง ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆทำ ค่อยคลำทาง จึงจะย่างสู่จุดหมายเมื่อปลายมือ

* ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น

* เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต

* ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

* เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียว กับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

* การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น

* ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่

* อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

* เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร

* เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี

* คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย

* ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

* อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย

* ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี

* ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดทำการใหญ่ ใจคอต้อง...มหาญ

* ข้าพเจ้ายอมทรยศต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนในโลกทรยศต่อข้าพเจ้า

* เป็นแม่ทัพแล้วไม่กล้าตัดหัวคน เป็นแม่ทัพที่ดีไม่ได้

* คนฉลาดปราดเปรื่อง เขานั่งนิ่งสงวนคม

* ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน

* ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน

* ความรู้ คือ อำนาจ

* นั่งภูดูเสือ กัดกัน

* เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน ฉะนั้นจึงอย่าประมาท

* ถ้าเป็นกษัตริย์ แล้ว ไม่โลภ ก็ เป็นกษัตริย์ ที่ดีไม่ได้ ถ้าเป็นนักบวชแล้วโลภ ก็ เป็นนักบวช ที่ดีไม่ได้

* ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน

* น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด เราก็กลายเป็นคนฉลาดในช่วงเวลาลำบากฉันนั้น

* ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่



คําคมสอนใจ

# โลกกลมๆใบนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ

# อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง

# คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย

# ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

# ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น

# ในโลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีคำว่าแน่นอน

# ความปราถนาอย่างแรงกล้า นั่นแหละคือเหตุผล

# คนเราเมื่อม้าตาย ก็ต้องลงเดิน

# คนเราจะไม่ต้องใช้สมองเลย ถ้าพูดแต่ความจริง

# ท้อแท้ได้แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้แต่อย่าริษยา พักได้แต่อย่าหยุด

# เหตุผลของคนๆ หนึ่ง อาจจะไม่ใช่เหตุผลของคนอีกคนหนึ่ง

# ถ้าคุณไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร

# ปัญหาทุกอย่าง ล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น

# น้ำใจส่วนน้ำใจ เหตุผลส่วนเหตุผล

# เรื่องดีหรือเรื่องร้ายทางที่ดีบอกกันก่อน

# หนทางยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ

# เราจะเห็นค่าความอบอุ่น ก็ต่อเมื่อเราผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว

# อันตรายที่สุดสำหรับชีวิตคนเรา คือ การคาดหวัง

# เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย

# สวรรค์นั้นพึ่งยาก คนนั้นพึ่งยากกว่า

# อย่ายอมแพ้ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

# จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์

# เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน เบื้องหลังของสติ สมควรมีอารมณ์

# ไม่มีคำว่าบังเอิญในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่าตั้งใจ

# ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

# หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใส

# หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว

# ไม่เป็นขุนนางน่ะได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้

# มีแต่วันนี้ ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง

# เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สายเกินไป

บทเืตือนใจ




ในที่สุดแล้วจะไม่มีอะไรที่สำคัญมากมายแต่อย่างใดเลย ความพ่ายแพ้
ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้ท่านหัวใจแตกสลาย ในวันนี้จะเป็นได้ก็แต่เพียง
คลื่นลูกหนึ่งในมหาสมุทธแห่งประสบการณ์ภายภาคหน้าของท่านเท่านั้นเอง.

จงชอบการยกย่องสรรเสริญแต่อย่าได้นับถือบูชามัน จงกลัวการตำหนิติเตียน
แต่อย่าได้ยอมเป็นทาสของมัน นี่คือภาพพจน์ของบุคลิกลักษณะอันมั่นคง.

คนที่เพาะความคิดอันดีงามลงในจิตใจของคนอื่น ย่อมมีประโยชน์
แก่มนุษยชาติมากกว่าคนที่คอยจับผิดคนอื่นทั้งหมดรวมเข้าด้วยกัน.

 คนขี้เกียจจริง ๆ นั้นไม่มีหรอก มันเป็นเพียงแค่ว่าคนผู้นั้น
โชคไม่ดีที่ยังไม่ได้พบกับงานซึ่งเหมาะกับเขาอย่างที่สุดเท่านั้นเอง.

เพื่อที่จะคิดได้อย่างจะแจ้ง คนเราจะต้องจัดเวลาสักช่วงหนึ่งเพื่ออยู่
อย่างโดดเดี่ยวสำหรับครุ่นคิดและสร้างจินตนาการโดยไม่มีสิ่งรบกวน.

 ความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จผล เนื่องจากมัน
ทำให้เราปีนป่ายขึ้นไปสู่เป้าหมายที่ยังไปไม่ถึงอยู่ตลอดเวลา.

จงแสดงความยินดีต่อตัวท่านเอง หากท่านบรรลุถึงความเฉลียวฉลาดในขั้นที่
ท่านจะมองข้อบกพร่องของคนอื่น ๆ น้อยลง ในขณะที่มองข้อบกพร่องของท่านเอง
มากขึ้น เพราะนับแต่ขณะนั้นท่านกำลังก้าวไปสู่วิถีแห่งความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง.

ความกระตือรือร้นคือลมหายใจของดวงวิญญาณ จงรักษาความกระตือรือร้น
เอาไว้ให้ได้เสมอไป แล้วท่านจะไม่มีวันสูญเสียอำนาจที่จะได้รับในสิ่งที่ท่าน
ปรารถนาอย่างแท้จริง.

 ศิลปะการเดินตลาด ส่วนใหญ่แล้วประกอบขึ้นด้วยการ"รู้" และการ "แสดง" 
คุณค่าที่แท้จริงของสินค้าหรือบริการที่ท่านกำลังพยายามที่จะขาย.

 จงจำเอาไว้ ความร่ำรวยที่แท้จริงของท่านสามารถวัดได้
มิได้จากสิ่งที่ท่านมีอยู่ หากแต่ " จากสิ่งที่ท่านเป็น " นั่นต่างหาก.

 เมื่อคนผู้หนึ่งขึ้นไปถึงยอดสุดของความสำเร็จอย่างแท้จริง เขาจะมิได้พบว่า
ตนเองโดดเดี่ยว เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะปีนป่ายสู่ความสำเร็จที่แท้จริง
ได้โดยปราศจากการนำคนอื่น ๆ ติดตามไปด้วย.

 บางคนอายุสั้นจากการกินมากเกินไป คนอื่น ๆจากดื่มจัด ขณะที่คนอื่นๆบางคน
เพียงแต่ร่วงโรยและตายไปเนื่องจากพวกเขาไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะต้องกระทำ.

 ท่านได้เปรียบมหาศาลต่อคนที่กล่าวร้ายต่อท่าน หรือกระทำต่อท่าน
ด้วยความไม่เป็นธรรม ท่านได้เปรียบประการนี้ภายในอำนาจของท่าน
ในการที่จะ " ให้อภัย " แก่คนผู้นั้น.

 บางคนจะประสบคาวมสำเร็จก็ต่อเมื่อมีคนบางคนหนุนหลังและคอยให้
กำลังใจอยู่เสมอแต่คนบางคนประสบความสำเร็จ แม้จะหมดอาลัยตายอยาก.

 ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแข่งขันกับคนที่พูดว่า " ฉันไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อทำสิ่งนี้ 
และฉันจะไม่ทำมัน "เขาจะไม่มีวันเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในงานของท่าน แต่จงระวัง
ให้ดีกับคนที่ยังอยู่ในที่ทำงานหลังเลิกงาน และยังคงทำงานต่ออีกหน่อยเกินหน้าที่
ที่เขาจะต้องทำ เพราะเขาอาจจะท้าทายที่จะเดิมพันเอาตำแหน่งกับท่าน แล้วผ่าน
ท่านไปสู่ฐานะที่สูงส่ง.

 จนกว่าท่านจะได้มีความใจกว้างต่อคนที่มักจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกับท่าน
จนกว่าท่านจะได้มีนิสัยพูดด้วยความกรุณาต่อคนที่ท่านไม่ชื่นชอบ จนกว่าท่าน
จะได้สร้างนิสัยที่จะมองหาความดีแทนที่จะเป็นความชั่วในคนอื่น ๆท่านจะยัง
ไม่อาจได้รับความสำเร็จ หรือแม้แต่ความสุข.

 ตำแหน่งของท่านมิได้เป็นสิ่งใด นอกเหนือนจากโอกาสที่ท่านจะได้แสดง
ชนิดของความสามารถที่ท่านมีอยู่ ท่านจะได้จากมันเท่าที่ท่านได้ให้ไปเท่านั้น
ซึ่งไม่มากหรือน้อยกว่าแต่อย่างใด ตำแหน่งใหญ่โตจะเป็นก็แต่ผลรวมของ
ตำแหน่งเล็ก ๆ ที่ทำได้ดีนั่นเอง.

 เมื่อวานเป็นเพียงแต่ความฝัน ส่วนพรุ่งนี้ก็เป็นเพียงมโนภาพ แต่ชีวิตที่ดี
ของวันนี้จะทำให้ทุก ๆ วานนี้เป็นความฝันอันแสนสุขและทุก ๆ พรุ่งนี้เป็น
มโนภาพแห่งความฝัน ด้วยเหตุนี้เอง จงดูแลวันนี้ให้ดีไว้.

 มันเป็นการดีกว่าที่จะอยู่ฝ่ายคนส่วนน้อยที่ทำถูกในเมื่อคนส่วนใหญ่ทำผิด
เนื่องจากว่าฝ่ายถูกมักจะชนะเสมอในตอนจบ.

 อย่าได้ต่อสู้เพื่อขจัดความเจ็บปวด และความสงสัยในเสียงแว่วของความสุข
เพราะสันติสุขที่ท่านค้นหาอย่างสุดฤทธิ์จากภายนอกนั้น จะหาพบก็แต่ภายใน
เท่านั้นเอง.

 ความกรุณาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นั้นบ้างที่นี้บ้างเป็นแค่เพียงงานอดิเรกง่าย ๆ
แต่ถ้าชีวิตของท่านได้หว่านมันลงไปอย่างไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
พืชผลแห่งความสุขอันดกดื่นของท่านจะเป็นอะไรไปได้เล่า?.

.: Porakin Jangprasit: บทความที่ ๑๕๖: กาลเวลา



โดย ชลลดา ทองทวี
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา 
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒

วันนี้ผู้เขียนได้เดินทางย้อนเข็มนาฬิกาไปพบปะกับอดีตของตัวเอง และได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวสิ่งที่หายไปในชีวิตกลับคืนมาบ้าง

ชีวิตในสังคมยุคเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปเร็วมาก จนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาราคาหลายหมื่นบาทเมื่อปีที่แล้ว กลายเป็นเหมือนวัตถุโบราณในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา เรามัวแต่กระหืดกระหอบวิ่งตามปัจจุบันที่วิ่งล้ำหน้าอนาคตไปเสียอีก จนทำให้ไม่มีเวลาได้ชื่นชมหลายสิ่งที่เคยมีคุณค่ายิ่งในชีวิต


งานฌาปนกิจศพของคุณลุงเขย มันฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ... ก็แค่คุณลุงเขยเสียชีวิต ยิ่งในสังคมทุกวันนี้ที่ญาติพี่น้องก็ไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าเท่าไร แค่พอจะมีดีเอ็นเอร่วมกันเท่านั้น แล้วเขยสะใภ้จะสำคัญอะไร

แต่ว่าสำหรับที่บ้านแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนอะไรที่ช่วยหยุดเข็มนาฬิกาซึ่งหมุนเร็วเหลือเกินไว้ชั่วขณะ ช่างเป็นเวลาหยุดพักและทบทวนตนเองที่งดงามเหลือเกิน

คุณแม่วัย ๗๗ ปี ผู้อยู่ที่บ้านไร่ในภูเรือ และไม่ยอมลงมากรุงเทพฯ นานแล้ว กลับตัดสินใจทิ้งสุนัขชราตัวโปรดให้อยู่ในการดูแลของเพื่อน เพื่อเดินทางมาร่วมงานศพ เพราะว่า “คุณลุงเป็นคนดีเหลือเกิน ไม่เคยมีอคติกับใคร”

ครอบครัวของผู้เขียนเป็นครอบครัวที่แปลกๆ คุณแม่ผู้สูงอายุแล้ว เลือกไปอยู่คนเดียวที่บ้านไร่บนภูเขากับสุนัขฝูงหนึ่ง เพราะว่า “ทั้งชีวิต ไม่เคยได้อยู่คนเดียว” มันก็เป็นการเลือกที่น่าสนใจและได้รับการเคารพจากลูกๆ หลานๆ คุณแม่ขับรถไปตลาดเอง มีความสุขอยู่กับต้นไม้ ดอกไม้ และธรรมชาติในไร่

การเดินทางมายังกรุงเทพฯ ของคุณแม่ครั้งนี้ ทำให้เราพี่น้องสามคนได้มารวมตัวกันด้วย นานทีปีหน เราจึงจะได้มาพบกันพร้อมหน้า คงเป็นเพราะว่าพี่สาวคนโตมีลูก ๔ คน และวุ่นอยู่กับภารกิจการเป็นคุณแม่ น้องชายคนเล็กก็วุ่นกับการทำงาน ทั้งสามคนพี่น้องต่างอยู่กันคนละจังหวัด แม้ว่าเราจะโทรศัพท์คุยกับคุณแม่ทุกคืน และผลัดกันไปเยี่ยมคุณแม่ แต่ก็ไม่ค่อยจะได้มาพบกันเอง ชีวิตประจำวันแต่ละวันช่างเรียกร้องจากเรามากเหลือเกิน และเป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว จนกระทั่งเวลาที่ควรให้กับพี่น้องแท้ๆ ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน กลับกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น หรือว่ามากเกินไป 

ตอนใกล้เที่ยง เราร่วมเลี้ยงภัตตาหารเพลในพิธีบวชหน้าไฟของหลาน ได้พบกับลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้พบกันมาสิบกว่าปี คุณป้าหรือพี่สาวของคุณพ่อของผู้เขียน ผู้เป็นแม่ของลูกพี่ลูกน้องกลุ่มนี้ มีอาการหลงลืม จำใครไม่ค่อยได้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามวัย คุณพ่อของผู้เขียนเองก็เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบกว่าปีก่อน ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับญาติฝ่ายคุณพ่อ จึงมีเหลืออยู่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การได้มาพบเจอกับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นลูกของคุณป้าในวันนี้จึงมีความหมายมากจริงๆ

มันเป็นพิธีที่เรียบง่ายมาก มีแต่ญาติพี่น้องกลุ่มเล็กๆ นี้ ได้เห็นหลานที่ไม่ได้เจอมานาน เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นญาติสนิทกันโดยสายเลือด แต่อะไรในยุคสมัยที่เร่งเร็วนี้ ทำให้เราไม่ได้พบเจอกันเอาเสียเลย นอกจากในวันนี้ วันที่คุณลุงเขยจากเราไป ท่านมีน้ำใจดูแลพวกเราที่เป็นหลานของภรรยาอยู่บ่อยๆ เราก็ได้แต่มาขอบคุณท่านในงานศพ

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้คนหลายคนในชีวิตก็อาจเป็นเช่นนี้ ได้พบเจอกัน แล้วก็หาเวลาไปเยี่ยมเยือนแทบจะไม่ได้ จนวันสุดท้าย

คำถามที่ผุดขึ้นในใจคือ นี่เราจะรีบไปไหนกันนะ

ในตอนบ่าย ลูกพี่ลูกน้องพาคุณป้ามางานศพคุณลุงเขยด้วย ท่านนั่งยิ้มแย้มอารมณ์ดี แต่จำใครไม่ได้ และไม่ได้ร้องไห้เสียใจกับการจากไปของคู่ชีวิต เพราะไม่รู้เรื่องอะไรกับใครเท่าไรแล้ว คุณแม่ของผู้เขียนเข้าไปกราบท่าน ท่านก็โอบกอด เราพากันสงสัยว่าท่านจำน้องสะใภ้ได้หรือเปล่า ทั้งคู่พูดคุยยิ้มแย้มกัน โดยคนหนึ่งจำอะไรไม่ได้ ทั้งอดีตที่เป็นความสุขและความทุกข์ที่เคยผ่านมาด้วยกัน แต่อีกคนหนึ่ง คือคุณแม่ของผู้เขียน ร้องไห้ 

ชีวิตของเรามีอะไรบ้างที่สำคัญ มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่ที่เรากำลังตามหาและไขว่คว้า แต่เป็นสิ่งเล็กๆ ที่งดงามที่เรามีอยู่แล้ว เช่น ครอบครัวเล็กๆ ของเรา

เราปรารถนาความเป็นชุมชน ความเป็นองค์รวมในโลก ในจักรวาล เราวิ่งตามหาคำใหญ่ๆ ที่เป็นอุดมคตินี้ในโลก แต่สิ่งที่จักรวาลได้ให้เรามาแล้วที่เป็นชุมชนโดยธรรมชาติ คือครอบครัวของเราแท้ๆ ชุมชนที่รักและดูแลเรามา แต่เรากลับมีเวลาที่จะทะนุถนอมและโอบอุ้มให้ผู้คนเหล่านี้ได้เติบโตทุกย่างก้าวไปด้วยกันกับเราน้อยเหลือเกิน

วันนี้ เหมือนได้ดูภาพยนตร์ย้อนเวลา คิดถึงวันที่คุณป้ามาเปิดประตูรับเวลาเราไปค้างที่บ้าน และทำอาหารให้ทาน คิดถึงคุณลุงเขยที่รับไหว้เราและให้พรอย่างอบอุ่น คิดถึงลูกผู้พี่ที่โตกว่าเรา และเคยพาเราไปเที่ยวสวนสนุก คิดถึงเจ้าหลานตัวน้อยที่เราเห็นนอนแบเบาะ ในวันนี้ เขาได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกับที่เราสอนอยู่แท้ๆ แต่เราไม่ได้มีโอกาสรู้เลย เขากลายเป็นศิลปินหนุ่มที่น่ารักและสดใส เดินถือภาพคุณลุงเขย หรือคุณปู่ของเขา นำหน้าขบวนแห่ศพเวียนรอบเมรุ 

วันนี้ ได้มองเห็นว่าแต่ละคนที่เกิดมาในโลกต่างก็ได้รับสมบัติอันล้ำค่า คือการมีญาติพี่น้อง มีชุมชนที่อุดมยิ่งของชีวิตมาตั้งแต่เกิด แน่ล่ะว่าอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่มีสิ่งนี้ แต่ว่าใครที่ได้รับพรอันนี้แล้วละเลยไปไม่ได้มองเห็น ในวันหนึ่งเช่นวันนี้ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ที่จักรวาลจัดสรรให้เราได้สัมผัสโดยธรรมชาตินี้ ก็อาจจะยื่นอ้อมกอดมาโอบอุ้มดูแลและสัมผัสเรา ในเวลาที่เรารู้สึกว่า เกือบจะสายเกินไปเสียแล้ว

ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งเล็กๆ ที่เรามี เราอาจจะหยุดเวลาที่ดูเหมือนจะเร่งเร็วไม่รู้จบ เพื่อลองมองสำรวจสิ่งเล็กๆ ที่ล้ำค่ายิ่งในชีวิตดูบ้าง วันนี้ เราได้อยู่กับสิ่งเล็กๆ ที่งดงามนั้น อย่างเต็มเปี่ยมบ้างหรือยัง 

หรือเราจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ที่อาจจะไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว 

เพราะว่ากาลเวลาไม่มีค่าในตัวเอง แต่สิ่งที่เราได้เติมเต็มเข้าไปในกาลเวลาเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน :-)

ห้วงยามแห่งกาลคิดคำนึง



ความสุขคืออะไร ?
ความทุกข์ คืออะไร ?
......................................

ฉันมองเหรียญหนึ่งบาทที่อยู่ในมือของตัวเอง
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้อดอกไม้หนึ่งดอก
ฉันยิ้ม.
......................................

เหรียญเดียวกันที่อยู่ในมือ
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้ออะไรได้
เหรียญบาทเดียวจะไปมีค่าอะไร จะซื้ออะไรได้
แค่คิดก็เศร้าแล้ว.
.....................................

คนจำนวนมากไม่ได้ “ทุกข์” เพราะ “ไม่มี”
แต่ “ทุกข์” เพราะ “มีไม่พอ”


ธันยา จุฬาลักษณ์
เชียงใหม่ ,ประเทศไทย

...........................................................



น้ำตาล.....
ถ้าเรากินน้ำตาลก่อน กินขนมทีหลัง
ขนมจะไม่หวาน....
เด็กคนหนึ่งร้องไห้เสียงดัง
ถ้าได้เห็นเด็กอีกคนหนึ่งร้องไห้เสียงดังกว่า
เด็กที่ร้องไห้คนแรกจะหยุดร้อง
....คนที่กำลังมีความทุกข์
ถ้าได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่นว่ามีมากกว่าตน
ความทุกข์ของเขาจะเบาบางลง


จากหนังสือ – นั่งคุยกับความตาย
เขียนโดย – เชิด ทรงศรี


………………………………………….



ความสุขก็คล้ายๆกับสวนที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงาม
ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนสวนลงมือปลูก
รดน้ำ พรวนดิน และนำไปตกแต่งให้สวยงาม
....ความสุขก็เช่นเดียวกัน
เราต้องหล่อเลี้ยงมันขึ้นมา

คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………………



คนเราจะมีลิ้นชัก 3 ใบ ในการจัดเก็บข้อมูล
ลิ้นชักแรก “ใช่”
ลิ้นชักที่สอง “ไม่ใช่”
และลิ้นชักที่สาม “ไม่แน่ใจ”
ทุกข้อมูลที่เข้าสู่การรับรู้ของเรา จะถูกบรรจุใน 3 ลิ้นชัก
คนที่มีความสุขกับชีวิต ต้องมีลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ใหญ่ที่สุด
ข้อมูลที่เข้ามา ถ้าชัดเจนว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
ให้ใส่ไว้ในลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ก่อน
อย่าด่วนสรุปเป็นอันขาด...
สะสมแต้มไปเรื่อยๆ จนชัดเจนระดับเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว
ค่อยโยกย้ายข้อมูลไปสู่ลิ้นชัก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
หลักคิดแบบนี้ทำให้เราไม่ตัดสินคนเร็วเกินไป
ความทุกข์จะเดินทางช้าหน่อย
คนเราที่ทุกข์ส่วนใหญ่
เกิดจากการรีบสรุป ทั้งที่ข้อมูลไม่ชัดเจน
ถ้าลองขยายลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นสิครับ
บางที “ความทุกข์” อาจน้อยลง
และเราจะมี “ความสุข” มากขึ้น

จากหนังสือ – ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า
เขียนโดย – หนุ่มเมืองจันทร์

………………………………………………….



ความสุข คือ การอยู่ด้วยสติรับรู้
มีความสุข ก็คือ การรู้จักตัวเอง
การมีสติรับรู้ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ไม่มีความสุขได้...
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม
คนที่มีความกังวลจึงไม่มีความสุข
เราต้องเข้าใจว่า ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
และเราไม่จำเป็นต้องมีความสุขอยู่เสมอ
...และต้องคิดให้ได้อย่างนั้น


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

………………………………………………



พวกเราแต่ละคนมีความคิดที่ตายตัว
ต่อสิ่งที่เรียกว่า....ความสุข
ความสุขเป็นเรื่องที่ดูขัดแย้งกันและรุนแรง
พูดถึงความสุข...
มันทำให้เราต้องนึกถึงความทุกข์และความตายด้วย
แต่ความสุขก็เป็นเรื่องที่สร้างความหงุดหงิดได้เช่นกัน
เพราะผู้ที่ไม่มีความสุขจะรู้สึกรำคาญ
คนที่กำลังค้นหาความสุขหรือค้นพบความสุขแล้ว


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

......................................................



การหวนนึกถึงอดีต
สามารถทำให้รู้สึกมีความสุขได้
แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………….



ผมเชื่อว่ามันต้องมีผลกับคนอื่นๆ
เหมือนแดดที่มีอิทธิพลกับผม
เหมือนหิมะที่มีอิทธิพลกับคนเมืองหนาว
ถ้าผมเศร้า....
ความเศร้าของผม จะกระจายไปยังคนข้างๆ
ถ้าผมสุข....
พอผมพูดถึงความสุขกับใคร
คนคนนั้น...ก็น่าจะมีความสุขด้วย
ยกเว้นไอ้หมอนั่นมันเศร้าจริงๆ...ก็ช่วยไม่ได้


อารักษ์ อาภากาศ (นักร้อง,นักดนตรี)
จากนิตยสาร – Open ฉบับที่ 36

……………………………………….



เวลาสุขแล้วไม่ต้องคิดถึงอะไรหรอก....มันสุขแล้วนี่
เวลาทุกข์นี่สิ....ถึงได้คิดว่าทุกข์อย่างไร
เราเชื่อในสิ่งไหน เราเชื่อในอะไร
อย่างถ้าเป็นชาวพุทธ
ก็อาจคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์
ก็บอกว่า...ทุกข์มันเป็นเรื่องปรกติ
ชีวิตมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว
ฉะนั้น...ก็ต้องหาทางไป
มันไม่มีใครในชีวิตมีสุขตลอด

รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร
(อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

.....................................................



เราควรจะรู้จักว่า...ความสุขนั้นคืออะไร
เรามักจะปะปนกันว่า ความสุขกับความสนุก
....มันไม่เกิดจากอะไรเลย
มันเกิดจากจิตใจของเราทั้งนั้น
คิดได้แค่นี้....ก็คงคุมสติอยู่


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
(เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

………………………………………………………



เวลาแย่ๆ...
ก็รู้สึกว่ามันเป็นอีกหน้าหนึ่งของความสุขน่ะนะ
มันก็พลิกไปพลิกมาอยู่เรื่อยๆ
สุขกับทุกข์....เป็นเรื่องธรรมดา
ทุกอย่างมีหน้าหนึ่ง....มันก็ต้องมีอีกหน้าหนึ่ง


คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (รัตนิน)
(ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

…………………………………………….



จิตใจเหมือนสวนที่ใส่ปุ๋ยพรวนดินไว้อย่างดี
ทุกสิ่งที่คุณปลูกลงไป ล้วนแต่เจริญงอกงามทั้งสิ้น
ดอกไม้สวย....หรือความเศร้า
ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่สดสวย หรือความสำเร็จ
หรือความคิดทางลบ เช่น ความทุกข์ อึดอัด
ความอัดอั้นตันใจ
อย่าให้ความคิดทางลบเข้าสู่จิตใจของคุณเป็นอันขาด
เพราะมันจะอุดความมั่นใจของคุณจนตันหมด


บรู๊ซ ลี (นักแสดงชาวจีน)
จากหนังสือ – เซน ในศิลปะการต่อสู้
เขียนโดย – Joe Hyams
แปลโดย – วันทิพย์ สินสูงสุด

…………………………………………………



สำหรับฉันแล้ว
ความสุข...ไม่ใช่การที่จะต้องยิ้มตลอดเวลาหรอก
แต่ทว่า.... ความสุขนั้นคือ การที่ฉันสามารถยิ้มได้
โดยรู้ว่า ฉันรู้สึกอยากจะยิ้มต่างหาก


จากหนังสือ – แง่คิด เพื่อชีวิต
เขียนโดย – เศรษฐวิทย์

…………………………………………………..



ถ้าความทุกข์... คือ ตำรับตำรา
วิชาความทุกข์ ก็ให้ประโยชน์มากกว่า วิชาความสุข
หากใครสักคนจะเรียนเรื่องทุกข์อย่างตั้งอกตั้งใจ....
แต่พวกเราส่วนใหญ่
มักทำข้อสอบความทุกข์ไม่ได้
และลงเอยด้วยการสอบตกเสมอ


เขียนโดย – ญามิลา
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 762

…………………………………………………..



เลิกคิดว่า ความสุขของชีวิต คือ ความสงบ
และความสงบ...ก็คือ การอยู่คนเดียว
.....คุณกำลังทำร้ายตัวเอง
ความเอิกเกริก...ไม่ใช่ความวุ่นวายของชีวิตเสมอไป


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


…………………………………………………….



เมื่อเรารู้สึกทุกข์ทนจากการสูญเสีย
มันให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะตีค่า...สิ่งที่ยังคงอยู่


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


..................................................



ถ้าคุณปล่อยให้ความเครียดทำลายชีวิตคุณต่อไปละก็
มันจะมีประโยชน์อะไรละครับ
หากคุณได้สิ่งที่พยายามไขว่คว้ามาครองได้ดังใจ
แต่กลับไม่มีความสุขในหัวใจเลย....แม้สักนิดเดียว


จากหนังสือ – โจ๊กเขย่ากึ๋น
เขียนโดย – นายจิ้งเขียว

…………………………………………………….



ตาบอด...มิได้ทำให้เกิดทุกข์อย่างใดเลย
หากทุกข์....
อยู่ที่ไม่สามารถจะอดทนต่อสภาพคนตาบอดต่างหาก


จอห์น มิลตัน (กวีชาวอังกฤษ)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

……………………………………………….



กฎ 3 ขั้น เพื่อทำลายนิสัยชอบมีทุกข์ คือ
กฎที่ 1 . ค้นหาความจริงให้ชัดแจ้งว่าปัญหาอะไร
ที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์
กฎที่ 2 . ค้นหาสาเหตุ ที่ทำให้ท่านเกิดปัญหานั้น
กฎที่ 3 . ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในทันที
เพื่อแก้ปัญหานั้น


ศาสตรจารย์ ดุ๊ก แบร์ด (อาจารย์ชาวอเมริกัน)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

…………………………………………………………



โปรดจำไว้ว่า...
ถ้าท่านทุกข์ถึงสิ่งต่างๆเมื่อวานนี้
วันนี้...จะกลายเป็นวันพรุ่งนี้
จงถามตนเอง...ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า
สิ่งที่ฉันกำลังทุกข์ จะเกิดขึ้นจริงๆ ?


จากเรื่อง –
ข้าพเจ้าประสบความเดือดร้อนสำคัญๆ 6 ประการ
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์ หยุดปมด้อย
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
แปลโดย – ปิยะนาฎ คาร์เตอร์

……………………………………………………



ในการจะค้นพบ
ความสุขที่แท้จริงในชีวิต
...เราต้องรู้จักตัวเอง


จากภาพยนตร์เรื่อง - Sunshine




2leep.com