แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเรียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเรียง แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

เพียงสายที่พัดผ่านมา




ฉันไม่อยากกล่าวคำว่าอำลา
ฉันใช่มาโอดครวญหรือชวนให้ลุ่มหลง
เพียงลมลมที่ผ่านเลยก็เลยไป
เหมือนน้ำหลากล่องลงไม่คืนหลัง
น้ำก็ยังชุ่มเย็นเป็นสายน้ำ
ไม่เคยขาดไม่ไหลคืนคือความจริง
เราพบกันมีเรื่องราวเล่ากันฟัง
เป็นเหมือนดั่งภาพเขียนที่เสกสรร
บรรยากาศที่ดีและจริงใจ
แม้ไม่มีพยานคำมั่นฤาสัญญา
อย่ารอเวลาให้ล่วงเลยร่างกายจะร่วงโรย
จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว
ใช่ว่าเราจะจากกันนิรันดร์ไป
จงโบกโบยโผบินแม้เหน็บหนาว
ใช่ว่าเรา ... จะจากกันนิรันดร์ไป



............................

เคปูชิโนมองว่า การใช้ชีวิตนั้น หากจะคิดให้ง่าย มันก็ง่าย ถ้าจะคิดให้ยากมันก็ยาก ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเข้าใจในชีวิตของแต่ละบุคคลค่ะ

หากเรามีมุมมอง หรือมีความคิดที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรานั้น เป็นแค่เพียงลมพัดผ่าน คือผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป หากเรามองว่า สิ่งดีๆ อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติด จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของเรา และอะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ เพราะในตอนท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไปก็ได้ และเรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นก็จะสร้างชีวิตเราให้แข็งแกร่งมากขึ้นด้วย

หากเราเข้าใจได้อย่างนี้ เราจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันก็แค่เพียงลมที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป...พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว(เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

เคปูชิโนอยากให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิต และอยากให้เผื่อแผ่ความสุขให้กับคนรอบข้าง ด้วยน้ำใจไมตรี การเอื้อเฟื้อ การแบ่งปัน และหยิบยื่นสิ่งดีให้แก่กันและกันค่ะ

หากเราทุกคนคิดดี ทำดีต่อกันและกันแล้ว สังคมเราคงสงบสุขและน่าอยู่มากขึ้น

ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต



1. ระลึกเสมอว่าการจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน

2. เมื่อคุณแพ้อย่าลืมเก็บไว้เป็นบทเรียน

3. จงปฏิบัติตาม 3Rs 

(3.1) เคารพตนเอง 
(Respect for self) 

(3.2) ต้องเคารพผู้อื่น 
(Respect for others) 

(3.3) รับผิดชอบต่อการกระทำของตน 
(Responsibility for all your actions)

4. จงจำไว้ว่า การที่ไม่ทำตามใจปรารถนาของตน บางครั้งก็ให้โชคอย่างน่ามหัศจรรย์

5. จงเรียนรู้กฎเพื่อที่จะทราบวิธีการฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม

6. จงอย่าปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย มาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคุณ

7. เมื่อคุณรู้ว่าทำผิด จงอย่ารอช้าที่จะแก้ไข

8. จงใช้เวลาในการอยู่ลำพังผู้เดียวในแต่ละวัน

9. จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป

10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11. จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้นและคิดหวนกลับมา คุณจะสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปอีกครั้ง

12. บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต

13. เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องอดีต

14. จงแบ่งปันความรู้เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ

15. จงสุภาพกับโลกใบนี้

16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ที่คุณไม่เคยไป อย่างน้อยก็ปีละครั้ง

17. จำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็คือความรักมิใช่ความใคร่

18. จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ

19. จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง

โปรดส่งมนตรานี้ต่อๆ ไปอย่างน้อย 5 คน แล้วชีวิตของคุณจะดีขึ้นตามลำดับดังนี้

0-4 คน : ชีวิตของคุณจะดีขึ้นเล็กน้อย

5-9 คน : ชีวิตของคุณจะเป็นไปตามที่คุณต้องการให้เป็น

10-14 คน : คุณจะพบสิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจอย่างน้อย 5 อย่างในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า

15 คน ขึ้นไป : ชีวิตคุณจะดีขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และทุกสิ่งที่คุณฝันไว้จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา"


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อารมณ์ที่อ่านได้ยาก




มีคำกล่าวว่า "นกไม่เห็นฟ้า ปลา ไม่เห็นน้ำ"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความเคยชินกับสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น ความแตกต่าง ระหว่าง สิ่งนั้น โดยการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่นๆ ได้อย่างกระจ่างชัด

ฉะนั้นจึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราสัมผัสพบเห็นทุกวัน จากในมุมมองอื่น ดังเช่นที่คนอื่นมองเห็น

เมื่อนกบินอยู่บนท้องฟ้าทุกวัน ก็จะมองไม่เห็น ฟ้า ในความหมายของท้องฟ้า ลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ บนพื้นดิน มองเห็น

ปลาที่อยู่ในน้ำตลอดเวลาก็เช่นเดียวกัน จะมองไม่เห็น น้ำ ในความหมาย แบบเดียวกับที่สัตว์บนบก มองเห็นผืนน้ำนั้นๆ

อารมณ์ เป็นสิ่งที่ยากจะมองเห็นได้ชัดเจนเฉกเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นอารมณ์ที่สร้างความ บีบคั้นเป็นทุกข์ อย่างมากมาย ให้แก่เราก็ตาม

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การจะเห็นทุกข์ให้ละเอียดนั้น เป็นเรื่องยากมาก ทั้งนี้เนื่องจาก เรามักจะชาชินอยู่กับอารมณ์ แห่งความบีบคั้นเป็นทุกข์ ดังกล่าว จนเห็นเป็นเรื่องปรกติ

เมื่ออ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออก และมองไม่เห็นว่านั่นเป็นความทุกข์ เราก็จะไม่คิดพยายาม หาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้พ้นจาก ภาวะความบีบคั้น เป็นทุกข์นั้น อย่างจริงจัง

บางคนเป็นทุกข์มาก ทั้งที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ก็รู้สึกว่า ตัวเองยังมีไม่มากเพียงพอ เพราะเอาตัวเอง ไปเปรียบเทียบ กับคนที่เขามีมากกว่า เมื่อใจปรารถนา อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ให้มากกว่านี้ แล้วไม่ได้ดังใจปรารถนา

อารมณ์ที่เป็นภาวะบีบคั้นเป็นทุกข์ในจิตใจ ลักษณะเช่นเดียวกับ ที่เกิดขึ้นกับยาจก ก็จะปรากฏกับเศรษฐีผู้นั้นได้ ส่งผลให้ หน้าตา บูดบึ้งตึงเครียด ไม่เบิกบาน โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีความสุข ฯลฯ

เมื่ออ่านอารมณ์ไม่ออก ว่านั่นเป็นความทุกข์ บุคคลผู้นั้น ก็จะจมปลักอยู่กับความทุกข์ตลอดไป

สาเหตุที่ทำให้ไม่คิดหาวิธีแก้ไข ก็เพราะถึงแม้อารมณ์ทุกข์ จะเป็นภาวะที่ทนได้ยาก แต่เราก็มักจะสามารถ หาสิ่งมากลบเกลื่อน บดบังความทุกข์ อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติดต่างๆ ตลอดจน กลไกป้องกันตัวเองทางจิต (defence mechanism) เพื่อช่วยบรรเทา ความทุกข์ได้เป็นครั้งคราว

จนมีภาวะความบีบคั้นเป็นทุกข์ในระดับที่เราพอจะทนต่อไปได้ ก็เลยไม่คิดหาวิธี ทำให้ตัวเองเป็น อิสระ จากความทุกข์ ให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้

ต่อเมื่อทุกข์ถึงขีดสุดจนทนต่อไปได้ยาก บางทีค่อยรู้สึกตัว และคิดหาทางแก้ทุกข์ อาจจะโดยการเข้าหาหลักธรรม ทางศาสนาบ้าง เสพยาเสพติด หรือกินเหล้า เมายา เพื่อให้ลืมความทุกข์นั้นๆ บ้าง หรือสุดท้ายก็อาจใช้วิธีฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ เป็นต้น

สำหรับในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้วิเคราะห์ต่อไป ถึงสาเหตุของอารมณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ดังกล่าว เพื่อแก้ที่ รากฐาน ของต้นเหตุ และชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ต่างๆ เกิดขึ้นจาก

"ความพลัดพราก จากสิ่งที่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ ีความปรารถนา สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์"

ถ้าสามารถลดกิเลสตัณหา อุปาทาน ที่เป็นความต้องการ ส่วนเกินจำเป็นของชีวิตให้บรรเทา ลดน้อยลงได้เท่าไร ก็จะทำให้โอกาส ของการพลัดพรากจาก "สิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ" มีน้อยลง โอกาสที่จะประสบกับ "สิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจ" ก็มีน้อยลง ตลอดจนโอกาสของการ มีความ "ปรารถนาสิ่งใด" แล้วไม่ได้สิ่งนั้นๆ ก็มีลดน้อยลงเป็นลำดับ ส่งผลทำให้ ความทุกข์ ลดน้อยลง โดยปริยายในที่สุด

ฟังดูเหมือนทำไม่ยาก แต่ อันที่จริงด่านแรกที่ยากที่สุดก็คือ เรามักจะอ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออกว่า "นั่นเป็น ความทุกข์" เมื่อมองไม่เห็นความจริง ตามความเป็นจริงว่าเป็น ทุกข์ ก็เกิดความ ขี้เกียจ ที่จะหาทางปรับปรุงแก้ไข

ด้วยเหตุนี้ การได้มีโอกาสสัมผัสคบคุ้นกับคนที่สามารถ ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ จากภาวะบีบคั้น เป็นทุกข์ได้แล้ว จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยเปรียบเทียบ ทำให้เราสามารถมองเห็น อารมณ์ทุกข์ได้ กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

เหมือนนกถ้าสามารถพูดได้และคบคุ้นกับมนุษย์บนพื้นดิน การติดต่อพูดคุยกัน จะช่วยให้ นกเข้าใจ ท้องฟ้า ในมิติใหม่ ที่แตกต่างจาก ท้องฟ้า ตามที่ตัวเองเคยเข้าใจ

หรือเหมือนปลาถ้าพูดได้และคบคุ้นกับสัตว์บนบก การติดต่อสัมผัสสัมพันธ์กัน ก็จะช่วยให้ปลาเข้าใจ น้ำ ในมิติใหม่ ที่แตกต่างจาก ท้องน้ำ ตามที่ตัวเองเคย เข้าใจ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความมีมิตรดี สหายดี สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ตลอดจนการได้คบสัตบุรุษ และการได้ฟัง สัทธรรม จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ให้เป็นอิสระจากความทุกข์


ทั้งนี้เพราะการได้ติดต่อคบ-คุ้นกับกัลยาณมิตรที่เบาบางจากความทุกข์ดังกล่าว จะช่วยให้เรามีโอกาส เปรียบเทียบ และเรียนรู้ ทุกข์ ในมิติที่ละเอียดยิ่งขึ้น เหมือนนกหรือปลา ที่จะไม่มีโอกาสได้รู้จัก ท้องฟ้าหรือท้องน้ำ ในมิติที่ ไม่เคยรับรู้ มาก่อน

การเห็นทุกข์ และการอ่านอารมณ์ทุกข์ได้กระจ่างขึ้น ก็คือการเข้าถึงอริยสัจข้อแรก อันคือทุกข์ อริยสัจ ที่จะนำไป สู่การเข้าใจ อริยสัจ ข้ออื่นๆ ต่อไป


คนที่ได้ขัดเกลาจิตใจจนเป็นอิสระจากการครอบงำของกิเลสตัณหาอุปาทาน ในระดับหยาบๆ ได้แล้ว ความทุกข์ก็จะ เบาบางลง ทำให้สามารถ ทนกับอารมณ์ทุกข์ ที่เบาบาง ดังกล่าวได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ความ ขี้เกียจ ที่จะพัฒนา ตัวเองต่อไป ก็จะเกิดขึ้น

เนื่องจากความชาชินกับอารมณ์ที่เบาบางจากความทุกข์นั้นๆ จะทำให้มองไม่เห็นทุกข์ ในมิติใหม่ที่ละเอียด ยิ่งกว่าเดิม กรณีเช่นนี้ จึงยิ่งต้องอาศัย กัลยาณมิตร เป็นตัวช่วยสะท้อน ให้เราเห็นทุกข์ ในระดับที่ละเอียดขึ้น จากการเปรียบเทียบ กับภาวะความอิสระ ว่างเบา ของคนที่เราได้สัมผัส พบเห็นดังกล่าว

พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า การมีกัลยาณมิตร ไม่เพียงแต่จะช่วยชี้แนะ การประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังมีคุณูปการ ต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นกลาง และขั้นปลายด้วย จนถือเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ เลยทีเดียว

มองในแง่นี้ การจะอ่านอารมณ์ที่เป็นทุกข์อริยสัจให้ละเอียด จึงไม่ใช่การหลีกเร้น ไปอยู่ในที่สงบสงัด เพื่อจะได้มีสมาธิ ในการอ่านอารมณ์ของตัวเอง ตรงข้าม กลับจะต้องอยู่ในท่ามกลาง สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิตรดี สหายดี จึงจะสามารถ มองเห็นอารมณ์ ที่เป็นทุกข์อริยสัจนั้นๆ ได้กระจ่างชัดขึ้น



(หนังสือ ดอกหญ้า อันดับที่ ๙๕ หน้า ๒๔-๒๙)

คำพูดของหญิงชรา



แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน 
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน 
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม 
... ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ ไม่ถามไม่ว่าอะไร 
ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก 
ไกลมากแล้ว ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป ... 
ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า ... 

"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะจะได้ไม่หลงทาง”

ยามที่แม่สั่งสอนพร่ำสอนลูก....เรื่องผิดถูกลูกก็ว่าแม่จู้จี้
ต่อเมื่อลูกเติบใหญ่จึงได้ดี......เพราะคำที่แม่พูดไว้ไม่ผิดคำ
เมื่อยังเด็กลูกไม่เห็นคุณค่าแม่....เป็นบาปแท้ที่ลูกเถียงแม่เช้าค่ำ
ลูกกระทำความผิดนี้ประจำ.....ขอกล่าวคำขอโทษโปรดอภัย

ช่างไม้






มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่งต้องการจะเกษียณตัวเอง
ก็เลยบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้าง
เกี่ยวกับความต้องการที่จะเกษียณและใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา
ซึ่งช่างไม้ก็บอกว่าเขาอาจจะเสียดายค่าจ้างที่จะได้รับ
แต่เขาก็ต้องการที่จะเกษียณ
นายจ้างก็บ่นเสียดายที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป
แต่ก็ได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง
ช่างไม้ผู้นั้นก็ตอบตกลง ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จ
ก็พบว่ามันไม่ใช่งานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย
งานที่ออกมาก็เป็นงานแค่เปลือกนอก(จอมปลอม)
วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ
มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย
และเมื่อนายจ้างสำรวจงานชิ้นนี้ของช่างผู้นี้
นายจ้างก็ได้ยื่นกุญแจให้แล้วบอกกับช่างไม้ว่า
"นี่คือบ้านของคุณ .......ผมขอมอบให้คุณเป็นของขวัญ"
เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น
ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า
น่าละอายจริงๆ
ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่
เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้
เช่นเดียวกับพวกเราที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเอง
ด้วยการสั่งสมสิ่งต่างๆวันละเล็กวันละน้อย
และบ่อยครั้งที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรสร้างชีวิตของตนเอง
และเมื่อวัน ๆ หนึ่งมาถึงเราก็จะตระหนักว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด
และเมื่อถึงวันนั้นเรามักจะพูดเสมอว่าถ้าเราสามารถกลับไปได้
เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
.....เพราะพวกเราทุกคนก็คือช่างไม้........
ในทุกๆวัน พวกเรากำลังตอกตะปู, ปูกระดาน
หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเองดังคำพูดที่ว่า
"ชีวิตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"
ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
ก็เสมือนกับการสร้าง"บ้าน" (ชีวิต)
ที่เราจะต้องอยู่กับมันให้กับตัวเอง
.......ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด.........จงจำไว้ว่า
"จงทำงานเหมือนกับว่าเราไม่ต้องการเงินทอง"
"จงรู้สึกรักราวกับว่าเราไม่เคยรู้จักเจ็บ"
"จงเต้น(ร่าเริง)ราวกับว่าไม่มีใครจ้องมองอยู่"

2554-07-30

ค น ข ว า ง โ ล ก



ใครๆที่ฉันรู้จัก ต่างพากันว่าฉัน .. ค น ข ว า ง โ ล ก 


อะไรที่เขาเห็นว่าดี .. ฉันว่าแย่

อะไรที่เขาเห็นอย่างหนึ่ง .. ฉันจะเห็นเป็นอีกอย่าง

พวกเขาถามฉันว่า ทำไมฉันจะต้องตรงข้ามไปเสียหมด

ฉันตอบว่าเปล่า ฉันไม่ได้พยายามจะตรงข้าม

ฉันไม่ได้พยายามจะแตกต่าง

เพียงแต่ฉัน .. ก็มีทางของฉัน

และเพียงแต่ทางของฉัน เผอิญไม่เหมือนคนส่วนใหญ่



ทำไมต้องพยายามจะแตกต่าง?

เพื่อให้กลายเป็น " ผู้ นำ ส มั ย " อย่างนั้นหรือ?



"ผู้นำสมัย" ไม่ว่าจะขยันสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างไร

เขาก็ยังคงเป็น " ผู้ ห นี ส มั ย " อยู่ด้วยเสมอ

เพราะยุคสมัยนั้นมีไว้สำหรับผู้ที่คอยก้าวตาม

ที่ฉันเรียกว่า .." ผู้ ต า ม ส มั ย "

เมื่อก้าวตามทัน ก็คงต้องหนีกันเรื่อยไปไม่สิ้นสุด



แล้วอะไร คือคำว่า " เ ป็ น ตั ว ข อ ง ตั ว เ อ ง "  ?

เพียงแค่ไม่ต้องตามสมัย หรือหนีสมัย

แต่ดึงเอาส่วนที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองมาใช้

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ?



ทำไมพวกเขาถึงเห็นฉันเป็นแบบนั้น .. คนขวางโลก

ส่วนที่ฉันเห็นพ้องกับคนอื่นว่าดี ว่าสวย ว่าใช่ นั้นก็มี

เสียงของผู้คน .. นั่นคือ ก ร ะ แ ส 

และฉันก็ไม่เคยกระโดดลงท่ามกลางมันแม้สักครั้ง

ฉันก็แค่ยืนอยู่ในพื้นที่เล็กๆของฉัน ณ จุดกึ่งกลางของวงกระแส

แ ล้ ว ฉั น ไ ป ข ว า ง ใ ค ร ? 



ถ้าวาดเส้นทางของคนแต่ละคนบนโลก

ก็จะได้ภาพของโครงสร้างที่ซับซ้อนขนาดมหึมา

และในรายละเอียด ก็คือเส้นที่ลากผ่านตัดกันแทบทั้งสิ้น

ถ้ า บ อ ก ว่ า ฉั น ข ว า ง เ ธ อ   . .   เ ธ อ เ อ ง   ก็ ข ว า ง ฉั น เ ช่ น กั น  




ฉัน .. ไม่เคยขวางโลก

โลก .. ไม่เคยหยุดหมุนเพื่อใคร

แล้วเพราะเหตุใด .. ฉันถึงต้องเป็นอย่างที่คนอื่นต้องการ

ผิดไหม .. ที่ฉันเห็น ในสิ่งที่พวกเขาไม่เห็น

ผิ ด ไ ห ม . .   กั บ สิ่ ง ที่ ฉั น คิ ด   กั บ สิ่ ง ที่ ฉั น เ ป็ น   กั บ สิ่ ง ที่ ต้ อ ง ก า ร 


บทลงโทษด้วย"ความรัก"




วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น

ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ 

แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง 

แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย

เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด แม้จากระยะไกล 

ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ

และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความหวาดหวั่น

รอคอยที่จะถูกทำโทษพ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง

แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ

หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก

หนังสือคือความรู้และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง 

แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก

สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้

หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน พ่อกลับนั่งลง หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้

แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง

พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า


ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ


ต่อไปนี้ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิดพ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆที่น่ารักและดวงตาที่สดใส

ของลูกและจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อลูกทำให้

หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมายเหมือนกับที่พี่ๆของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกันว้าว... ฉัน

คิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ? 

นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น

ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น

ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น

พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า? อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง

ซึ่งนั่นก็คือ คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ

นิยามของเพื่อน กับคําสอนของพ่อ



เด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาหนึ่งถุง และบอกกับเขาว่า

"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคนให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"

วันแรกผ่านไปเด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ
ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง ให้สงบง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้วหลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อและบอกกับพ่อของเขาว่า

เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้วไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า

"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง" วันแล้ววันเล่าเด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกจนหมด



เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า "ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ!!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า

"ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือไม่ว่ารั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูกเมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์

สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผลเหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูด ว่า "ขอโทษ" สักกี่หนก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ฉันใดก็ฉันนั้น

"กับเพื่อน" .. เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หายากเป็นคนที่ทำให้เรายิ้มเป็นคนที่คอยให้กำลังใจ

และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จเป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราและจริงใจกับเราเสมอ ... แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหนและระวังสิ่งที่เราทำไป

ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า "คำขอโทษ " ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม

แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือรอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ ...... ตลอดไป"
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเราอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน คบกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป.....



ข้อคิดจากเรื่องเล่าของ "ไอส์ไตน์"



ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า
" มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า
พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ
ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด
อีกคนคัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า
ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน "


นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า
" ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ "


ไอสไตน์ พูดว่า 
" งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ
คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัวสกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน
เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไปเก่าเหมือนกัน
ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย
ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด ก็ต้องคิดว่า
ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน
ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า
ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่ "


นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า
" อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก
ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่ แต่คนที่ตัวสกปรก
เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย
ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย
..... ถูกไหมครับ...."


ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน นักเรียนทุกคน
ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้
ไอสไตน์ ค่อยๆพูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล
" คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก
นี่แหละที่เขาเรียกว่า 'ตรรก' "


เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด
ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล
แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ 'ตรรก'


จะหา 'ตรรก' ได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก
" พันธนาการของความเคยชิน "

หลบเลี่ยงจาก
" กับดักทางความคิด "

หลีกหนีจาก
" สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง "

และขจัด
" ทิฐิแห่งกมลสันดาน "


จะหา 'ตรรก' ได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด
ที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้

ผู้ชายอาไร้...น่ารักชะมัด



สองสามวันก่อน แม่ป่วย...
ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด
เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน
เสียงบ่นของแม่...หายไป
กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ
พ่อที่ปกติแล้วลูกๆทุกคนลงมติว่า...ดุ และ เงียบขรึม
วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว...



พ่อบ่นทั้งวันและทุกวัน
เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่

พ่อบ่นว่า แม่ไม่ยอมไปหาหมอ
แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ
ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา
ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง

พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆข้างนอกกินเป็นกิจวัตร
บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน
แต่...พ่อก็สั่งเมณี่ไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากินที่บ้าน
เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว
แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ
ทั้งๆที่เมณี่ก็ว่ากับข้าวอร่อยดี
แต่...พ่อกลับว่า วันนี้เชฟฝีมือตก ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่



แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย
บ่น...อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน
แต่...ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย
พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียดการเดินซูเปอร์มาเก็ต
บอกลูกๆว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ
พวกเราอมยิ้ม
ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้
ต้องอ้างยังโน้นยังงี้
แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า
คนจะซื้อน้ำส้มเดินหา...แครกเกอร์
เฮ้อ...



พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ
พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป
แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้
พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้
เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม
ข้าวต้มซองชนิดมีกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด
เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง ผักกระป๋อง
พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ
ความจริงจะสั่งเมณี่ไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ
แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง
เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก
เมณี่ทำได้แค่เข็นรถตาม...
แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ
เพราะเข็นตามไม่ทันสักที
ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้วของผู้ชายตรงหน้า



หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อ
นำอยู่ข้างหน้าหน้าลิ่วๆ
ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต
มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่





ณ วินาทีนั้น
เมณี่อิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน
อิจฉาแม่ตัวเอง

เพราะพ่อที่ลูกๆคุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร...
กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก
เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ
หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย
คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อ
โรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา
แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง
อึด...ในสายตาพวกเรา
ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ
ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา

คนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบห้าปี
ดูแลกันและกันยามป่วยไข้
คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง

_____________________________



เมณี่หันมามองรอบตัว
สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา
ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆเมณี่
ดูแล...ยามที่เมณี่ป่วยไข้
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้
กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของเมณี่
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่านที่ตัวเองแสนเกลียด
เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง...
ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก
จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้เมณี่
พร้อมกับบอกว่า
'คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ'
ทั้งๆที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ!!!
ผู้ชายที่เก็ก...รักษาฟอร์มแม้แต่กับคนใกล้ตัวใกล้ใจ

มีดโกนหนวด






             กาลครั้งหนึ่ง มีมีดโกนหนวดแสนสวยอันหนึ่ง ทำงานอยู่ในร้านตัดผม วันหนึ่งไม่มีลูกค้าเลย มันจึงออกจากด้ามไปผึ่งแดด เมื่อมันเห็นพระอาทิตย์ส่องแสงสะท้อนใบมีดราวกับกระจก มันมีความรู้สึกภูมิใจในประกายของมันมาก ดังนั้น เมื่อมันหวนคิดถึงอดีตที่เป็นเพียงมีดโกนหนวด จึงรำพันว่า..


“วันหนึ่ง เราจะกลับไปในร้านที่เพิ่งจะออกมาหยกๆ ไหมนะ? ไม่แน่ๆ!

เราผู้มีประกายเจิดจ้าจะกลับไปโกนหนวดที่ฟอกสบู่แล้วของผู้คนเหล่านั้นหรือ?

เราไม่อยากทำงานเป็นเครื่องจักรกลเช่นนั้นอีกต่อไป

รูปร่างที่งดงามของข้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานเหล่านี้หรือ ไม่ใช่แน่
ด้วยเหตุนี้ เราจะไปซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ลับ เพื่อลิ้มรสชาติชีวิตพักผ่อนแสนสงบ"


พูดจบ มีดโกนหนวดก็แอบซ่อนตัวอย่างดีเพื่อหลบสายตาคนอื่นๆ


หลายเดือนผ่านไป วันหนึ่ง มันอยากออกไปสูดอากาศ จึงออกจากที่ซ่อน แต่กว่าจะออกได้ก็ลำบากลำบนเต็มที เมื่อมองดูตัวเอง ก็งุนงงเป็นที่สุด ช่างน่าแปลกใจอะไรอย่างนี้ ดูผิดหูผิดตาเสียจนเหมือนกับเลื่อยขึ้นสนิม และใบมีดก็ไม่สะท้อนความงดงามของพระอาทิตย์อีกต่อไป มีดโกนสำนึกผิดอย่างขมขื่น แต่ไร้ประโยชน์ที่จะเสียใจกับความงามที่หายไป จึงได้ร้องไห้กับความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้แล้วนี้ พร้อมกับพูดว่า..

“อนิจจา คมมีดที่เสียไปน่าจะได้ใช้งานที่ร้านตัดผมมากกว่า ความบางเฉียบของคมมีด กลายเป็นอะไรไป

ใบมีดที่เจิดจ้าอยู่ที่ไหน ตอนนี้เราถูกสนิมกินจนกร่อน ดูน่าเกลียดน่าชัง ความทุกข์ของเราไม่มีทางแก้ได้”


คนขี้เกียจก็เหมือนกับมีดโกนนี้ ไม่ทำงานเอาแต่เพ้อฝัน จึงสูญเสียรูปร่างและความคมไป

สนิมนั้น คือ ความเขลาและความเกียจคร้าน


“ความยากลำบาก ฝึกให้ใจเข้มแข็ง เหมือนกับการทำงาน ทำให้ร่างกายแข็งแรง

Difficulties strengthen the mind, as labour does the body.”

คริสต์มาส


                
                  อย่างน้อยก็สองเดือนก่อนวันคริสต์มาส ตอนที่ อัลมี โรส วัย 9 ขวบ บอกคุณพ่อของแกและฉันว่าแกอยากได้จักรยานใหม่ ขณะที่วันคริสต์มาสใกล้เข้ามา ความอยากได้รถจักรยานของแกดูเหมือนจะจางลง หรือไม่เราก็คิดไปเอง เราจึงซื้อตุ๊กตาเบบี้ ซิตเตอร์สคลับ ที่กำลังเป็นที่นิยมล่าสุด กับบ้านตุ๊กตาเตรียมไว้ให้แก แล้วเราก็ต้องแปลกใจมากที่ วันที่ 23 ธันวาคม แกพูดว่าแก "อยากได้รถจักรยานมากกว่าอะไรทั้งหมด"

                  มันสายเกินไป ไหนจะเรื่องจุกจิกทั้งหลาย ในการเตรียมอาหารวันคริสต์มาส ไหนจะต้องซื้อของขวัญนาทีสุดท้าย มันสายเกินกว่าจะหาเวลาไปเลือก "จักรยานที่เหมาะสม" สำหรับลูกสาวน้อย ๆ ของเรา ดังนั้นเวลาสามทุ่มของคืนก่อนวันคริสต์มาส เราจึงต้องมาปรึกษากัน ตอนนั้นอัลมี โรส และ ดีแลน น้องชายวัย 6 ขวบของแกนอนสบายอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว

                  ขณะนี้เราคิดเพียงเรื่องจักรยาน ความรู้สึกผิด และการเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกผิดหวัง "ถ้าผมปั้นจักรยานเล็ก ๆ ด้วยดินน้ำมัน และเขียนโน้ตติดไว้ว่า แกสามารถเอาดินน้ำมันจำลองมาแลกเป็นจักรยานจริง ๆ ได้ล่ะ" พ่อของแกถาม เหตุผลก็คือของชิ้นนี้ราคาแพง และแกก็โตมากแล้ว มันคงจะดีกว่าถ้าให้แกเป็นคนเลือกเอง ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาสี่ชั่วโมงต่อมา ปั้นดินน้ำมันเป็นจักรยานจำลองด้วยความยากลำบาก

                  เช้าวันคริสต์มาส เราตื่นเต้นมากที่จะให้อัลมี โรส เปิดห่อรูปหัวใจเล็ก ๆ ที่มีจักรยานดินน้ำมันสีขาวแดงและกระดาษโน้ตอยู่ข้างใน ในที่สุดแกก็เปิดห่อออกและอ่านโน้ตดัง ๆ "นี่แปลว่าหนูต้องแลกจักรยานคันนี้ที่คุณพ่อทำให้หนูกับจักรยานจริงหรือคะ" ด้วยความยินดี ฉันตอบว่า "ใช่จ๊ะ" อัลมี โรส น้ำตาคลอเมื่อแกตอบว่า "หนูคงแลกจักรยานแสนสวยที่พ่อทำให้หนูคันนี้ไม่ได้หรอกค่ะ หนูอยากเก็บมันไว้มากกว่าจะอยากได้คันจริง" ในตอนนั้นเราแทบจะพลิกแผ่นดินเพื่อซื้อจักรยานทุกคันบนดาวดวงนี้ให้แก

ที่สอง...ชนะ



                หลายเดือนก่อนน้องคนหนึ่งส่งเทปมาให้ผม 2 ม้วน เป็นเทปที่อัดจากการพูดคุยของศุ บุญเลี้ยง กับแฟนๆของเขาในงานสัมนางานหนึ่ง ผมเปิดฟังทันทีด้วยความเพลิดเพลินในมุมมองและความคิดของชายหนุ่มที่ไฟความฝันไม่ เคยมอดคนนี้ ผมรู้ว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตที่ศุ บุญเลี้ยงชอบมากและเต็มใจที่จะทำอยู่เสมอ นั่นก็คือ การทำค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายเด็ก หรือค่ายคนพิการ (หรือค่ายเด็กพิการ) ในเทปมีคำพูดของเขาอยู่ตอนหนึ่งที่ผมฟังแล้วชอบมาก ศุเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาพาเด็กไปเข้าค่าย แล้วเขาให้เด็กวิ่งแข่งกัน แต่กติกาคือ ใครเข้าเส้นชัยเป็นที่สอง-ชนะ ชายหนุ่มเล่าว่า ผลที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เข้าเส้นชัย เด็ก ๆ กลับวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างร่าเริง ในหมู่ผู้แข่งขันที่ไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง ในชีวิตที่ผ่านมา บ่อยครั้งผมคิดว่า เราถูกปลูกฝังให้เอาชนะคะคานเพื่อขึ้นสู่การเป็นเลิศกันมาตลอด เราอยากเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุด เราอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เราอยากเป็นคนทำงานที่เก่งที่สุด เพื่อให้เจ้านายเห็นว่าเราเยี่ยมที่สุดในบริษัทเราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ฯลฯ และเมื่อตั้งเป้าอย่างนี้แล้ว เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดหมาย โดยบ่อยครั้งที่เราหลงลืม หรือจงใจมองข้ามมันไปว่าเราได้ทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า ผมไม่ได้ว่า การแข่งขันเป็นสิ่งที่เลวร้าย มีความดีอยู่บ้างในตัวของมันครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เป็นคนเอื่อยเฉื่อย เดินหายใจไปวัน ๆ ผมเพียงอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ได้หยุดคิดสักนิดว่า เราสามารถที่จะแข่งขันกันโดยไม่ต้องขัดขา ผลักหลัง หรือแอบเหยียบเท้าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ ผมคิดว่าได้ครับ เราสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดการแข่งขันอันเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้ แต่เรื่องสวยๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อเราทุกคนคิดว่า ใครเข้าที่สอง..ชนะ

เวลามีค่ายิ่งกว่าทอง



ผศ.จุฬาภรณ์ โสตะ  ให้นิยามไว้ว่า

"เวลามีค่ายิ่งกว่าทอง ทองใช่ว่าจะซื้อเวลาได้" 


เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าของทุกคน ยิ่งคนที่รู้คุณค่าของเวลามากเท่าใด

 ย่อมสามารถเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์จากการใช้เวลาให้มีคุณค่าได้มากเพียงนั้น 

เทคนิคการบริหารเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ต้องการเรียนรู้การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงทำให้สามารถดำเนินภาระกิจต่างๆได้อย่างราบรื่น ง่าย และมีเวลาเพียงพอที่จะบริหารจัดการสิ่งต่างๆให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และยังมีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้ตามอัธยาศัย


เทคนิคการบริหารเวลาโดย (บุญชัย ปัญจรัตนากร ,2540 และม.อึ้งอรุณ, 2537) 

+ ไปถึงที่ทำงานแต่เช้า การไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาทำงานปกติ จะได้เวลาซึ่งปราศจากการขัดจังหวะ จากสิ่งใดๆ สามารถใช้เวลานั้นเพื่อใช้เวลาคิดในการวางแผน หรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้

+ จัดชั่วโมงศักดิ์สิทธิ์ หาชั่วโมงศักดิ์สิทธิ์ที่ปราศจากการบกวน โดยงดรับโทรศัพท์ ปิดห้องทำงาน เพื่อได้ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

+ เขียนสิ่งที่ต้องทำในบันทึก พร้อมจัดสรรเวลาและจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมไปได้ด้วย พร้อมกับระบุวันเวลา ในลงบันทึก เพื่อจัดการงานแต่ละชิ้นออกไป

+ จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบทุกเย็น ถ้าโต๊ะสะอาดจะช่วยให้การทำงานในตอนเช้าง่ายขึ้น

+ ลดจำนวนครั้งและเวลาในการประชุม ต้องคำนึงถึงเสมอถึงผลที่ได้จากการประชุมอย่างถี่ถ้วน คุ้มค่ากับเวลา โดยมีการกำหนดวาระประชุม รักษาเวลาการประชุม และวาระการประชุมอย่างเคร่งครัด

+ แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ โดยแปรรูปงานหรือโครงการที่สำคัญให้เป็นกิจกรรมย่อยๆ ที่สามารถจัดการได้สะดวก และใช้เวลาไม่นานนักในแต่ละกิจกรรม จะทำงานให้สำเร็จไปได้ในแต่ละช่วง เพราะเป็นการยากมากที่จะหาเวลาติดต่อกันในช่วงยาวๆ

+ เริ่มลงมือทำทันที อย่ามัวรีรอในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างงว่าจะเริ่มต้นตรงไหนก่อนการรีบตัดสินใจทำทันที แล้วค่อยเพิ่มเติมทีหลัง จะให้งานเสร็จเร็วขึ้น

+ พิจารณาใช้เทคโนโลยีช่วย การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นเป็นหลายเท่า เช่นโทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ บัตรเครดิต

+ เตรียมอุปกรณ์ จำเป็นใกล้มือ เช่นโทรศัพท์ คลิบหนีบกระดาษ สมุดโน้ต กรรไกร ปากกา ยางลบ เทปใส ตะกร้าขยะ ซองจดหมาย ฯลฯ

+ ใช้หูแทนตาเพื่อประหยัดเวลา เช่นฟังวิทยุแทนดูโทรทัศน์

+ ใช้เวลารอคอยให้เกิดประโยชน์ ถ้าต้องรอคอยอะไรซักอย่างหนึ่ง ต้องหากิจกรรมสำรองที่ง่ายๆ ไปด้วย จะได้ไม่มีความกระวนกระวายใจ ในการรอคอย และยังได้งานเพิ่มขึ้นอีก

+ ประหยัดเวลาในการจับจ่าย โดยการซื้อของเป็นจำนวนมาก ไม่ตองไปซื้อบ่อย ซื้อของเวลาที่คนไม่มาก วานคนอื่นให้คนทำงานแทน ตัดสินใจโดยไม่ลังเลและผนวกการจ่ายตลาดกับธุระประจำเข้าด้วยกันเพื่อประหยัดเวลา

+ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ช่วยให้ประหยัดเวลาได้ ทั้งในด้านการช่วยเหลือเกื้อกูล และ การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วยมิตรภาพที่ดี การสื่อสารที่ชัดเจน นุ่มนวล และช่วยให้ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือด้วยดี และประหยัดเวลาทำงาน

+ ใช้เวลาปลีกย่อยให้เป็นประโยชน์ ใช้เวลา 10 นาที หรือ 15 นาที ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องคอยอะไรสักอย่างใช้ให้คุ้มค่า อย่างทิ้งไป

+ ใช้เวลาของแต่ละวันให้เต็มที่ สมเหตุสมผล มีประโยชน์ เช่น ฟังข่าววิทยุ หรือฝึกฟังภาษาอังกฤษขณะขับรถไปทำงาน วางแผนการใช้เวลาแต่ละช่วงให้เหมาะสม หรือทำงานเพิ่มนอกเหนือจากที่จัดระเบียบไว้ในแต่ละวันแล้วจะได้งานอื่นๆเพิ่มอีกด้วย

+ ทำงานด้วยความสบายใจ ความสุขและความสนุกสนานเป็นการเสริมสร้างพลังจิตใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จิตใจที่สบายเป็นทุนของประสิทธิภาพการทำงาน ควรเพาะเลี้ยงให้มีความสนุกสนานกับการทำงานและเอาใจใส่

+ ในการทำงาน ควรกำหนดเวลาในการพักผ่อนไปด้วย หรือเปลี่ยนงานซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกัน จะช่วยให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

+ ทำงานสองสิ่งในเวลาเดียวกัน ถึงแม้โบราณจะสอนว่า ทำงานสิ่งใด ก็ให้ตั้งใจทำงานในสิ่งนั้น มิเช่นนั้นจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพต่ำลง แต่การตั้งใจทำงานนับเป็นสิ่งที่ดี แต่เราสามารถตั้งใจทำงานควบคู่กันได้

+ การเพิ่มพูนความรู้และข้อมูลข่าวสารต่างๆอ่านหนังสือให้ได้ผลโดยเพิ่มเวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้น อ่านทุกวันและสม่ำเสมอ เลือกหนังสือที่จะอ่านด้วยความระมัดระวัง มีประโยชน์ และมีคุณค่า ตลอดจน เพิ่มความเร็วของการอ่าน

ปรัชญาการบริหารเวลา 
(Albert Stackmore อ้างถึงในชาญชัย อาจินสมาจาร, 2535) 
"ทำงานให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่ให้หนักขึ้น

30 แนวคิด...สู่ความเป็นใหญ่จากเรื่องยิบย่อย






1. คนจะใหญ่มักทำตัวเล็ก คนจะเล็กชอบทำตัวใหญ่ ต่างกันที่ไซส์ของหัวใจ

2. คนใจกว้างคือคนที่กำลังจะก้าวหน้า 

3. ลด ละ เลิก กับความหงุดหงิดหยุมหยิมจากทุกสิ่งในทุกสถานการณ์

4. เปลี่ยนความโกรธเกรี้ยวโมโห ให้เป็นลมหายใจเข้าออกลึกๆ และความเงียบ

5. อารมณ์คือความผิดเล็กน้อยที่ให้ผลเสียมหาศาล

6. ตามอารมณ์ให้เร็วที่สุด ใครตามทันและมีสติจะกำจัดเรื่องเล็กๆ ที่สร้างผลเสียหายได้มาก

7. ถามตัวเองว่าสถานการณ์ใหญ่ของคุณคืออะไร และอย่าให้ความขุ่นมัวเรื่องเล็กน้อยมาทำให้เสียโอกาส

8. รอบคอบกับเรื่องเล็กน้อยแต่ไม่คิดเล็กคิดน้อย 

9. ความรอบคอบคือความระมัดระวังแต่ไม่ใช่ความวิตกระแวง

10. สร้างสรรค์พันธมิตรไว้ดีกว่าเพาะบ่มศัตรู

11. ศัตรูแม้ตัวเล็กเท่ามดแต่ก็สร้างความเจ็บปวดได้ยามเผลอ 

12. หนูช่วยราชสีห์ได้ มิตรอายุ 2 ขวบก็อาจนำคุณผ่านวิกฤติเช่นกัน 

13. อย่าปล่อยให้ความไม่ตั้งใจทั้งของตัวเองและของคนอื่นสร้างผลเสียต่อสถานการณ์ใหญ่ที่คุณมุ่งหวัง

14. คนดีชอบแก้ไข...คนจัญไรชอบแก้ตัว สุภาษิตนี้ยังใช้ได้ดีในทุกยุคสมัย

15. การแก้ไขแม้ในเรื่องปลีกย่อย จะทำให้เราพัฒนาตัวเอง

16. การแก้ตัวแม้ในเรื่องจิ๊บๆ มักนำพาความฉิบหายมาเสมอ

17. การให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างบริสุทธิ์จริงใจ ทำให้คุณกลายเป็นคนยิ่งใหญ่

18. คำขอโทษ แค่สองคำ ทำให้คุณได้รับโอกาสดีๆ

19. คำขอบคุณ แค่สองคำ ทำให้คุณได้รับความชื่นชม

20. คำโกหก แค่นิดหน่อย ทำให้คุณสูญเสียความสุจริต

21. ความใส่ใจในเรื่องเล็กน้อยเพาะบ่มความรอบคอบอันสำคัญ

22. ปณิธานอันยิ่งใหญ่...สร้างสรรค์ได้ด้วยความก้าวหน้าวันเล็กเล็กน้อย อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

23. อย่าท้อใจด้วยการคิดว่าอยู่ไกลจากเป้าหมายแค่ไหน 
แต่จงภาคภูมิใจที่วันนี้ได้เขยิบใกล้เป้าหมายมาอีกนิด

24. รายได้ไม่คุ้มเท่าประสบการณ์และคุณค่าที่ได้รับ จงทำงานเพื่อคุณค่าดีกว่าราคา

25. หน้าที่เล็กน้อยคือบันไดของความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในอนาคต

26. อย่าทำลายความเชื่อถือของตัวเองด้วยเรื่องเล็กน้อย

27. อย่าผิดสัญญาด้วยข้ออ้างแห่งความสะดวกสบาย

28. อย่าประเมินคนด้วยอายุที่ต่ำกว่าเล็กน้อย

29. อย่าดูถูกคนด้วยทรัพย์ ตระกูลที่ดูอัตคัด

30. อย่าทะนงตนด้วยประสบการณ์ และความรู้ที่มีมากว่าคนอื่นแค่เล็กน้อย


ความคิด ถ้าเล็กน้อยคือความวิบัติ

 แต่หากกว้างขวางรอบคอบคือการอุบัติ 
เราจึงต้องรู้จักคัดสรรด้วยสติที่อยู่เหนืออารมณ์

People Sharing : ถ้าสามารถย่อประชากรโลกทั้งโลกลงเหลือเพียง 100 คน




ถ้าสามารถย่อประชากรโลกทั้งโลกลงเหลือเพียง 100 คน โดยยังคงสัดส่วนต่างๆของประชากรไว้อย่างถูกต้องจะมีสภาพ ดังนี้

57 คน เป็นชาวเอเชีย

21 คน เป็นชาวยุโรป

14 คน อยู่ทางฝั่งตะวันตก ทั้งทางเหนือและทางใต้

8 คน เป็นพวกแอฟริกัน

52 คน เป็นผู้หญิง

48 คน เป็นผู้ชาย

30 คน เป็นพวกที่ไม่ใช่ผิวขาว

30 คน ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์

30 คน นับถือศาสนาคริสต์

89 คน เป็นพวกที่มีเพศชัดเจนและชอบเพศตรงข้าม

11 คน เป็นพวกที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพศอะไรและชอบเพศเดียวกัน

6 คน เป็นพวกที่ร่ำรวยมากและมีทรัพย์สมบัติเท่ากับ 59% ของความมั่งคั่งทั้งลกรวมกัน โดยทั่ง6 คน เป็นชาวอเมริกัน

80 คน อาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพต่ำกว่ามาตรฐาน

70 คน อ่านหนังสือไม่ออก

50 คน เป็นโรคขาดสารอาหาร

1 คน กำลังจะตาย และ 1 คนกำลังจะเกิด

1 คน มีโอกาสเรียนจนจบปริญญาตรี

1คน มีคอมพิวเตอร์ใช้

เมื่อมองโลกจากมุมข้างต้นนี้เห็นได้ชัดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมไปจึงจะต้องมีการยอมรับ และการทำความเข้าใจในสภาพปัจจุบัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ~~~~แต่ยังมีเรื่องต่างๆที่น่าคิดอีกหลายเรื่อง~~~~ อ่านต่อเลยครับ



- ถ้าท่านตื่นขึ้นในตอนเช้าและมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วยถือว่าท่านโชคดีกว่าคนอีกเป็นล้านที่ไม่มีชีวิตรอดผ่านสัปดาห์นี้ไปได้



- ถ้าท่านไม่เคยอยู่ในสภาพสงคราม ไม่เคยติดคุก ไม่เคยถูกทรมาน ไม่เคยอดอยาก ท่านดีกว่าอีก500ล้านคนในโลกนี้



- ถ้าท่านอยู่ในสภาพที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับทรมาน ถูกทรมานหรือถูกฆ่า ท่านโชคดีกว่าคนอีก3000ล้านคนในโลกนี้



- ถ้าท่านมีอาหารเก็บในตู้เย็น มีเสื้อผ้าให้ใส่ อาศัยอยู่ในบ้านที่มีหลังคาและมีที่ให้หลับนอน ท่านร่ำรวยกว่าคนอีก 75%ของโลกนี้



- ถ้าท่านมีเงินในธนาคาร , มีเงินในกระเป๋า , และมีเศษสตางค์ทิ้งไว้ในถ้วยที่ไหนซักแห่ง ท่านเป็นหนึ่งใน 8% ของประชากรที่รวยที่สุดของโลก



- ถ้าพ่อแม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่ และยังอยู่ด้วยกันถือเป็นเรื่องประเสริฐที่เกิดขึ้นยากมาก แม้แต่ในอเมริกาและแคนาดา



~~~ถ้าท่านได้อ่านข้อความนี้ ถือว่าท่านโชคดี 2 ชั้น ที่มีบางคนคิดถึงท่านและนำเรื่องราวเหล่านี้มาให้ท่านอ่าน และเหนือกว่านั้น ท่านโชคดีกว่าคนอีก2000ล้านคนในโลกนี้ที่อ่านไม่ออกเลย



อย่าร่ำร้องเลยว่าไม่.............เหลือใคร



อย่าคร่ำครวญเลยว่าไม่.........เหลือแม้สักคน



ในเมื่อ ณ วันเวลานี้ยังมีตัวเองที่เหลืออยู่



ให้ตัวเราเองเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่หลงเหลือ



ตัวเราคือเพื่อนแท้คนเดียวที่จะยังไม่จากไปไหน



ปลุกปลอบตัวเอง อยู่เป็นเพื่อนกับตัวเอง



หากสามารถดูแลตัวเองได้อย่างดีที่สุด



คนเราก็จะเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง

////แม้ไร้กำลังใจ.......จากคนอื่น........./////

คู่มือเลี้ยงแม่

คู่มือเลี้ยงแม่จากคอลัมน์ แกว่งเท้าหาเสี้ยน โดย พิง ลำพระเพลิง

มติชน 10 มิถุนายน 2544




แม่ เป็นภาระให้แก่ลูกทุกคนมาตั้งแต่เกิดนั่นเป็นความจริงที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เราเกิดมา ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย อยู่ดีๆผู้หญิงคนนี้ก็มาโอบอุ้ม ถูกเนื้อต้องตัวเรามิวายที่เราจะแหกปากร้องไห้ขับไล่ไสส่งยายผู้หญิงคนนี้ขนาดไหนเธอก็ยังพยายามปลอบโยน เห่กล่อมเราอยู่นั่นแหละเป็นภาระให้เราต้องจำใจเงียบ ยอมนอนดูดนมเธออยู่จั่บๆๆ

พอเราเริ่มเตาะแตะ ตั้งไข่จะเดินไปไหนต่อไหนมั่งคุณเธอก็ยังคอยเรียกหาเราอยู่นั่นแหละ"มานี่มาลูก มานี่มา อีกนิดเดียวลูก อีกนิดเดียว อีกก้าวเดียว"ไม่รู้จะเรียกทำไมนักหนา ไอ้เราก็เดินล้มลุกคลุกคลานอยู่ เห็นมั้ยเป็นภาระที่เราต้องเดินไปให้เธอกอดอีก

โตขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆมาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะเอาซะหน่อย เคี้ยวไปเเจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้มคงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ

เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้นทำไมไม่ลองทานเองดูมั่งล่ะทีนี้พอเราเริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้นมาหน่อย คราวนี้ยังไงล่ะผู้หญิงคนนี้กลับขับไล่ไสส่งให้เราไปโรงเรียนซะอีก ไม่ไปก็ไม่ได้ด้วยนะบางทีมีตีเราเข้าให้อีก ภาษาอะไรนักก็ไม่รู้เอามาให้เราหัดอ่านหัดเรียนใช่มั้ย ลองคิดดูนะสัปดาห์หนึ่งต้องไปโรงเรียนตั้งห้าวันน่ะ มันภาระหนักหนาแก่เราแค่ไหน

แต่พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อยลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยวเข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะเพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น

วันเวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักทีลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อเเต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัยใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง

พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ยพอเราสำเร็จจบการศึกษาเเล้วเป็นยังไง... เธอร้องไห้ครับเชื่อเถอะว่าเธอต้องร้องไห้ ถ้าเราไม่เห็นก็แปลว่าเธอต้องแอบร้องไห้มีอย่างที่ไหน เราคร่ำเคร่งร่ำเรียนมาแทบตาย แล้วตัวเองแท้ๆที่เป็นคนเริ่มเรื่อง พอเราเรียบจบแทนที่จะดีใจดันมาร้องไห้ มีอย่างที่ไหน

ดีนะ ว่าเราเข้าใจ คู่มือการเลี้ยงแม่ ก็เลยทำใจได้ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะตอนนี้ขอไปฉลองการสำเร็จการศึกษากับพวกเพื่อนๆ ที่นอกบ้านก่อน ก็แหมเรียนจบทั้งที จะมาให้นั่งดูผู้หญิงแก่ๆ นั่งร้องไห้ทำไมล่ะ ใช่มั้ย

เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วนี่ คราวนี้ใครๆ ก็ต้องอยากมีแฟนคนโน้นก็ไม่ดี คนนี้ก็เรื่องมาก ผมยาวไปมั่งล่ะดูไม่มีความรับผิดชอบมั่งล่ะ...แม่ แม่จะไปรู้อะไร แม่เคยคบกับเขาเหรอไม่ใช่แค่เรื่องคู่ครองเท่านั้นนะแม่เขายังอยากรู้ไปจนถึงเรื่องอาชีพการงานด้วย ว่าเราจะไปทำอะไรอยากเป็นอะไร

แม่ครับ แม่ไม่รู้สักเรื่องจะได้มั้ย พวกเราจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของพวกเราอนาคตของเรา ขอให้เราได้ตัดสินมันเอง แต่เรารับรองกับแม่ได้อย่างหนึ่งว่าเราจะไม่เป็นเหมือนแม่หรอก... เชย

นับจากบรรทัดแรก จนมาถึงบรรทัดนี้ เวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้วสมควรที่พวกเราจะแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเองสักทีว่าแล้วเราก็ย้ายออกจากบ้านแม่ มายืนด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างที่แม่เคยพูดไง แล้วทำไมต้องมาทำตาละห้อยด้วยล่ะวันที่เราย้ายออกมาน่ะ

มันก็ไม่ได้ใกล้ มันก็ไม่ได้ไกลหรอกนะ ไอ้ที่ย้ายออกมาน่ะแต่เวลามันรัดตัวจริงๆ ใช้โทร.คุยกันก็ได้นะแม่นะถึงวันที่เรามีลูก แม่ยังพยายามอยากมาทำตัวเป็นภาระกับลูกเราด้วยเราบอกแม่ว่าไม่ต้องมายุ่งหรอก เราดูแลลูกของเราได้เด็กสมัยนี้มันไม่เหมือนกับสมัยแม่แล้วล่ะ

แม่อายุเกือบหกสิบปีแล้ว โทร.มาไอแค่กๆ บอกไม่ค่อยสบายเราบอกแม่ว่าอย่าคิดมาก ในใจเรารู้อยู่แล้วว่าแม่พยายามเรียกร้องความสนใจนั่นเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของคุณแม่วัยนี้

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณโทร.กลับไปที่บ้านแม่ แต่... ไม่มีคนรับสายแล้วอย่าเพิ่งตกใจ แม่อาจจะออกไปทำบุญที่วัดตามประสาคนแก่ก็ได้ลองโทร.เข้ามือถือแม่ดูซิ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...อย่าเพิ่งด่วนสรุป มือถือแม่อาจจะแบตหมดก็ได้ผู้หญิงคนนี้กระดูกเหล็กจะตายไปเธอต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ คิดฟุ้งซ่านไปได้ยังไงแม่ก็ต้องรอเราอยู่เหมือนเดิมน่ะแหละ ไปหาเมื่อไหร่ก็ต้องเจออย่างมากแกก็อาจจะงอนนิดๆ หน่อยๆ พอเห็นหลานตัวเล็กๆวิ่งเข้าไปกอดก็ขี้คร้านจะอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้ง

หลายวันผ่านไป ทำไมแม่ยังไม่โทร.กลับมาอีกนะทำบุญตักบาตรก็ไม่น่าจะรอคิวนานขนาดนี้ชาร์จแบตมือถือไม่เต็มก็เป็นไปไม่ได้ต่อให้เป็นแบตเตอรี่รถสิบล้อป่านนี้ไฟทะลักแล้ว

วันนี้แวะไปหาแม่สักหน่อยดีกว่าระหว่างทางที่คุณขับรถไป ลูกคุณซนเป็นลิงอยู่ข้างๆประโยคมากมายที่หลุดจากปากคุณ ล้วนเเต่เป็นคำที่แม่คุณเคยพูดมาแล้วทั้งสิ้นคุณเพิ่งสัมผัสได้ ภาพเก่าๆ มากมายที่ผู้หญิงคนนั้นทำวิ่งวนอยู่ในหัวคุณช่างเถอะ.. เดี๋ยวเจอเธอแล้ว คุณจะสารภาพผิด แล้วทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น

แล้วคุณก็ได้เจอ คนที่คุณรู้สึกว่าเธอเป็นภาระให้กับคุณมาตั้งแต่เกิด...ผู้หญิงคนนั้นนอนตายในท่าที่คอยคุณมาตลอดชีวิต...

เก็บมาให้คิด




ความในใจ






ตอนที่ฉันยังเป็นลูกหมาตัวน้อย ฉันให้ความบันเทิงแก่นายและทำให้นายหัวเราะ
นายเรียกฉันเป็นลูกของนาย และถึงแม้ฉันจะเคี้ยวรองเท้านายเล่นไปหลายคู่
ทำลายหมอนอิงไปอีกหลายใบ เราก็กลายเป็นเพื่อนซี้กัน
ไม่ไหร่ที่ฉันทำตัว "ไม่ดี" นายก็จะสั่นนิ้วใส่ฉัน แล้วพูดว่า
"ทำลงไปแบบนี้ได้ยังไงกัน" แต่ไม่นานนายก็จะยกโทษให้
แล้วจับฉันหงายท้องเกาพุงให้ฉัน
ตอนที่นายฝึกให้ฉันถ่ายเป็นที่ เราใช้เวลานานหน่อย เพราะนายงานยุ่งมาก
แต่เราก็ช่วยกันร่วมมือทำจนสำเร็จ
ฉันจำได้ถึงคืนที่ฉันนอนซุกอยู่บนที่นอนของนาย ฟังนายพูดถึงความลับ
และความฝันของนาย ตอนนั้นฉันเชื่อว่า
ชีวิตคงไม่สมบูรณ์เพอร์เฟ็คไปได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
เราไปเดินเล่นกันนานๆ ไปนั่งรถเที่ยวกัน แล้วก็ไปหยุดกินไอติมกัน
(แต่ฉันได้กินแต่โคน เพราะนายบอกว่า "ไอติมนี่ไม่ดีสำหรับหมา")
และฉันก็นอนงีบอาบแดดซะนานรอให้นายกลับบ้านมาเมื่อหมดวันนึง
แล้วนายก็ค่อยๆใช้เวลาทำงานการของนายมากขึ้นเรื่อยๆ
และใช้เวลาค้นหาคู่ที่เป็นคนเหมือนนายมากขึ้น
ฉันรอนายอย่างอดทน ปลอบใจนายเมื่อนายอกหัก และ ผิดหวัง
ไม่เคยตำหนินายเมื่อนายตัดสินใจผิดพลาด
และกระโดดโลดเต้นดีใจทุกครั้งที่นายกลับบ้านหรือกำลังมีความรัก
หญิงคนนั้น ซึ่งตอนนี้คือภรรยาของนาย ไม่ใช่คนที่รักหมานัก
แต่ฉันก็ยินดีต้อนรับเธอคนนั้นเข้ามาในบ้านของเรา พยายามแสดงความรักต่อเธอ
และเชื่อฟังเธอ ฉันมีความสุขเพราะนายมีความสุข
แล้วก็มีทารกมนุษย์ขึ้นมา ฉันแบ่งปันความตื่นเต้นกับเธอ
ฉันทึ่งในเนื้อตัวสีชมพูและกลิ่นของทารก ฉันอยากดูแลเจ้าตัวน้อยด้วย
แต่เธอคนนั้นและนายกังวลว่าฉันจะทำร้ายหนูน้อย
ฉันจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องอื่น หรือในกรงหมา โอ
ฉันอยากรักลูกของนายเหลือเกิน แต่ตอนนี้ ฉันได้กลายมาเป็น "นักโทษแห่งรัก" เสียแล้ว
เมื่อลูกๆของนายเริ่มโตขึ้น ฉันก็กลายเป็นเพื่อนของพวกเขา
พวกเขาเกาะเกี่ยวขนของฉันและดึงตัวเองขึ้นยืนบนขาที่ยังไม่แข็งดี
เอานิ้วจิ้มตาฉัน และสำรวจในรูหูของฉัน จูบฉันที่จมูก
ฉันรักทุกสิ่งเกี่ยวกับลูก ๆ นาย และสัมผัสจากพวกเขา
เพราะฉันแทบไม่ได้รับสัมผัสจากนายเลยตอนนี้
ฉันจะปกป้องลูกๆนายด้วยชีวิตฉันเลยทีเดียวถ้าจำเป็น
ฉันแอบไปนอนเตียงกับลูกๆนาย ฟังเขาพูดถึงความกังวล และความฝันของเขา
และเราก็นอนรอฟังเสียงรถของนายกลับบ้านด้วยกัน
เมื่อก่อนนั้น เวลามีใครถามว่านายมีหมาหรือเปล่า
นายจะอวดรูปฉันในกระเป๋าสตางค์นายและเล่าเรื่องของฉันให้คนอื่นๆฟัง
แต่ไม่กี่ปีให้หลังนี่ นายแค่ตอบว่า "มี" เท่านั้น แล้วก็เปลี่ยนเรื่องพูด
ฉันกลายสภาพจาก "หมาของนาย" เป็นแค่ "หมาตัวหนึ่ง"
และนายก็เหนื่อยหน่ายที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพื่อตัวฉัน
ตอนนี้ นายได้งานใหม่ในตัว เมือง
และนายกับครอบครัวของนายจะย้ายไปอยู่อพาทเม้นต์ใหม่ที่ห้ามเลี้ยงสัตว์
นายตัดสินใจถูกสำหรับ "ครอบครัว" ของนาย แต่ก็เคยมีช่วงเวลาที่
ฉันเป็นครอบครัวเดียวเท่านั้นของนาย
ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้ไปนั่งรถเล่น จนกระทั่ง
เรามาถึงที่สถานสงเคราะห์สัตว์
กลิ่นที่โชยมาเป็นกลิ่นของหมาและแมว กลิ่นของความกลัว ความสิ้นหวัง
นายกรอกแบบฟอร์มและพูดว่า "ผมรู้ว่าคุณจะหาบ้านดีๆให้เจ้านี่ได้"
พวกเจ้าหน้าที่ยักไหล่แล้วจ้องหน้าเธอด้วยสายตาเจ็บปวด
พวกเขาเข้าใจดีถึงความเป็นจริงที่หมาวัยขนาดนี้ต้องเผชิญ
แม้แต่ตัวที่มี "แบบฟอร์ม"
นายต้องแกะนิ้วลูกชายของนายออกจากปลอกคอของฉัน ในขณะที่หนูน้อยร้องลั่น
"ไม่นะพ่อ ได้โปรดอย่าให้เขาเอาหมาของฉันไปเลย!"
ฉันห่วงลูกของนาย และห่วงว่านี่นายกำลังสอนบทเรียนอะไรให้ลูกนายกันแน่
บทเรียนเกี่ยวกับ มิตรภาพ และความซื่อสัตย์
เกี่ยวกับความรักและความรับผิดชอบ
และเกี่ยวกับความเคารพที่ควรมีต่อทุกชีวิต นายตบหัวลาฉัน หลบตาฉัน
และปฏิเสธไม่รับปลอกคอและสายจูงของฉันคืนอย่างสุภาพ
นายมีกำหนดเวลาเส้นตายของงานที่ต้องทำ
และฉันก็มีกำหนดเวลาเส้นตายของฉันเหมือนกัน
เมื่อนายจากไป ผู้หญิงน่ารักสองคนก็พูดว่า
นายคงจะรู้มาตั้งนานหลายเดือนแล้วเรื่องการโยกย้าย
แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะหาบ้านดี ๆ ให้ฉันอยู่ พวกเขาส่ายหัว แล้วพูดว่า
"ทำลงไปแบบนี้ได้ยังไงกัน"
พวกเจ้าหน้าที่เอาใจใส่พวกเรามากเท่าที่ตารางทำงานวุ่น ๆ ของเขาจะอนุญาต
แน่นอนเขาให้อาหารพวกเรา แต่ฉันกินอะไรไม่ลงมาหลายวันแล้ว ในตอนแรก
เวลาใครเดินผ่านคอกของฉัน ฉันจะรีบวิ่งไปด้านหน้า หวังว่าอาจจะเป็นนาย
ว่านายเปลี่ยนใจ และที่ผ่านมานั้นเป็นแค่ฝันร้าย
หรือฉันหวังเพียงว่าอย่างน้อยคนที่เดินมาจะเป็นคนที่สนใจใส่ใจ
ใครก็ได้ที่จะมาช่วยฉันออกไป
เมื่อฉันเข้าใจว่าฉันไม่สามารถจะไปแข่งขันกับพวกลูกหมาเล็ก ๆ ที่แข่งกันแย่งความสนใจอย่างมีความสุข
อย่างไม่รับรู้แม้แต่อนาคตของตัวเอง ฉันก็แอบหลบไปอยู่ในมุมไกล ๆ และเฝ้ารอ
ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่หญิงเมื่อเธอเข้ามาหาฉันตอนเย็น
และฉันก็เดินเตาะแตะไปกับเธอตามระเบียงเข้าไปในห้องแยกอีกห้องหนึ่ง
ห้องที่เงียบสงบ
เธออุ้มฉันไปวางบนโต๊ะ แล้วเกาหูให้ฉัน บอกให้ฉันไม่ต้องกังวลอะไร
หัวใจฉันเต้นแรงจากการเฝ้ารอในสิ่งที่กำลังจะมาถึง
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกโล่งใจ
หมดเวลาสำหรับนักโทษแห่งรักแล้ว เพราะธรรมชาติของฉัน
ฉันเป็นห่วงเธอมากกว่า ภาระที่เธอต้องรับมันหนักหนาเหลือเกิน
ฉันรู้เหมือนอย่างที่ฉันรู้จักความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของเธอ
เธอค่อย ๆ รัดสายยางรอบ ๆ ขาหน้าของฉันและน้ำตาของเธอก็ไหลลงอาบแก้ม
ฉันเลียมือเธอเหมือนกันที่ฉันเคยปลอบใจนายเมื่อหลายต่อหลายปีมาแล้ว
เธอใส่เข็มฉีดยาเข้ามาในเส้นเลือดของฉันอย่างชำนาญ
เมื่อฉันรู้สึกถึงเส้นสายเหล่านั้นและของเหลวเย็นๆไหลเข้ามาในตัวของ
ฉันนอนลงอย่างง่วง ๆ มองไปในตาที่มีแววใจดีของเธอ และพึมพำเบา
"ทำลงไปแบบนี้ได้ยังไงกัน" เธอคงเข้าใจที่หมาอย่างฉันพูด เธอจึงพูดว่า
"ฉันเสียใจจริงๆ" แล้วเข้ามากอดฉัน พร้อมกับอธิบายอย่างรวดเร็วว่า
มันคืองานของเธอที่จะทำให้แน่ใจว่า ฉันจะได้ไปอยู่ในที่ ๆ ดีกว่านี้
ที่ ๆ ฉันจะไม่ถูกเมินเฉย ทอดทิ้ง หรือทำร้าย
หรือที่ ๆ ฉันต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
ให้ไปอยู่ในที่ ๆ เต็มไปด้วยความรักและแสงสว่าง
ที่ ๆ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกใบนี้
และด้วยพลังเฮือกสุดท้ายของ ฉันพยายามสื่อสารให้เธอได้รู้โดยการกระดิกหาง
ให้เธอได้รู้ว่า ที่ฉันบอกว่า "ทำลงไปแบบนี้ได้ยังไง" นั้น ไม่ได้หมายถึงเธอ
แต่หมายถึง นาย เจ้านายที่รักของฉันที่ฉันกำลังนึกถึง
ฉันจะคิดถึงนายและรอนายอยู่ตลอดไป ฉันก็ได้แต่ขอให้ทุกคนในชีวิตของนาย
จงมีแต่ความซื่อสัตย์ต่อนายต่อไปให้มากๆตลอดไป




กล้าที่จะเป็นตัวเอง




Now I become myself.
It’s taken time, many years and places.
I have been dissolved and shaken,
Worn other people’s face ….

(May Sarton "Now I Become Myself")


หลายคนคงรู้จักเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ กันดี เพราะเป็นหนังสือที่ขายดีจนแทบไม่มีเด็กในเมืองคนไหนจะไม่รู้จัก เรื่องราวของพ่อมดน้อยแฮรี่เต็มไปด้วยจินตนาการและการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบหนังสือเรื่องนี้ ติดตามอ่านกันจนถึงภาคอวสานอย่างใจจดใจจ่อ

ในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงคุกอัซคาบัน เป็นคุกอันน่าหวาดกลัวที่สุด เพราะผู้คุมวิญญาณจะทำให้นักโทษต้องได้รับโทษทัณฑ์ด้วยการเผชิญกับความหวาดกลัวของตนเอง ดูดทึ้งความสดใส ความสุขออกจากวิญญาณของนักโทษจนหมดสิ้น ถ้าคุกเช่นนี้มีอยู่จริง การมีชีวิตในนั้นคงเลวร้ายกว่าความตายเสียอีก

แม้ว่าจะไม่มีคุกอัซคาบันอย่างเต็มรูปแบบอย่างในหนังสือ ทว่าผู้เขียนสังเกตว่ามีหลายครั้งในชีวิตที่ได้เผชิญกับคุกภายในใจที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน เป็นการคุมขังที่กักขังชีวิตเราให้ไม่สามารถสัมผัสกับความสุขอย่างแท้จริง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้กับชีวิตในทุกๆ วันใหม่ กำแพงของมันบางครั้งก็ชัดเจน สามารถมองเห็นได้ว่ามีสิ่งใดที่ปรารถนาต้องการ แต่หลายครั้งมันก็ไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ไม่อาจมีความสงบสุขได้

มีที่มาของความพร่ามัวนั้นมันซ่อนตัวอย่างแนบเนียนในส่วนลึกของอัตตา สิ่งนั้นคือความกลัว แต่ไม่ใช่ความกลัวธรรมดาๆ หากเป็นความกลัวในความกลัว ที่เรากลัวเกินกว่าจะยอมรับมัน จนสามารถหาข้ออ้างต่างๆ ที่ดูสมเหตุสมผล เป็นข้ออ้างไม่ให้ยอมรับในสิ่งที่เป็นความกลัวของตัวเอง สิ่งที่ตามมาทำให้ตัวตนภายในได้รับการคุมขังอย่างแนบเนียนด้วยกำแพงของการดำรงตนเพื่อให้ดูดี กลัวที่จะยอมรับความต้องการดูแลตัวตนภายใน และตกแต่งความล้มเหลวที่ผ่านมาโดยการสะกดจิตตนเองด้วยภาพที่ว่า “ศัตรูอยู่แต่ภายนอก และโลกยังไม่พร้อมสำหรับผม”

ทว่าชีวิตย่อมดำเนินมาอย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่เคยผิดพลาด ทุกความสำเร็จและล้มเหลวเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องเสมอ ทุกผลของการกระทำเป็นเสมือนหลักบอกระยะทางของการดำเนินชีวิตว่าไปด้วยกันกับโลกนี้ได้ดีหรือไม่ ทุกหลักกิโลเมตรมีบทเรียนของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค มันทำให้เราได้ทบทวนว่าสิ่งที่ต้องการนั้นมีความหมายกับชีวิตอย่างไร แรนดี พอส์ช (Randy Pausch - ศาสตราจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ประจำมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) กล่าวใน The Last Lecture เกี่ยวกับอุปสรรคว่า “กำแพง (อุปสรรค) มีเหตุผลของมัน: มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องการสิ่งที่คาดหมายนั้นมากเพียงใด และผู้ที่จะได้รับต้องเป็นผู้ต้องการสิ่งนั้นอย่างแท้จริง กำแพงช่วยพิทักษ์สิ่งนั้นเพื่อมอบต่อเจ้าของที่แท้จริง”

บทเรียนของผู้เขียนเริ่มต้นจากคำถาม ผู้เขียนถามตัวเองว่า ตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และกำลังพยายามทำให้สิ่งใดเกิดขึ้น เมื่ออุปสรรคทำให้ไม่สามารถได้รับสิ่งที่ต้องการ มันไม่ได้เป็นการสูญเสียความพยายามโดยเปล่าประโยชน์ เพียงแต่ผู้เขียนไม่ค่อยได้มาทบทวนว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสิ่งที่ต้องการ มันมีต้นกำเนิด ‘มาจากตัวตนที่แท้จริง (authentic self)’ หรือ ‘มาจากความกลัว’ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับนับถือ เราก็ต้องแสวงหาเครื่องประดับให้กับภาพลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่ง ด้วยความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ เราก็ต้องยอมทำในสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อให้ผู้อื่นชื่นชม การให้มิได้เกิดจากความสุขที่เป็นผู้ให้ แต่เป็นไปเพื่อซื้อความยอมรับนับถือจากผู้คน (รวมถึงตนเองด้วย ทำให้รู้สึกว่าเราดีพอที่จะนับถือตัวเองได้) เรากลบเกลื่อนความทุกข์ของการแบ่งแยกการกระทำออกจากตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้โดยบอกตัวเองว่า เราเป็นผู้เสียสละ ความทุกข์ของเราเกิดจากการเอาเปรียบของผู้อื่น

การกระทำซึ่งมาจากตัวตนที่แท้จริงภายในนั้นแตกต่างจากสิ่งที่มาจากความกลัวอย่างไร คำตอบของผู้เขียนสำหรับตัวเองในเวลานี้คือ ให้ถามความรู้สึกของตัวเอง หากรู้สึกว่าตนเองมีพลังทำในสิ่งนั้น มีความสุขใจเมื่อได้ทำ สามารถหาเวลา และหนทางทำในสิ่งนั้นได้อยู่เสมอ ผู้เขียนคิดว่าสิ่งนั้นแหละที่ใช่ความต้องการจากภายใน ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทำเพราะความกลัว ซึ่งจะรู้สึกถึงความด้อยของตนเอง แสวงหาการยอมรับของผู้อื่น และหากหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ทุ่มเทความพยายามให้ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเมื่อใดสิ่งนั้นจะสิ้นสุดลงเสียที

ในความทุกข์ยากของการถูกจองจำด้วยความกลัว ความทุกข์จากการปฏิเสธความต้องการของตัวตนภายใน เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง อาจนำสู่การกระทำที่ปลดปล่อยอิสรภาพให้กับตัวเรา เหมือนกรณีของ โรซา ปาคส์ (Rosa Parks) หญิงผิวดำวัยสิ่สิบปีได้ตัดสินใจกระทำขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ เมื่อเธอกระทำในสิ่งที่สังคมในยุคนั้นไม่อนุญาต โดยไปนั่งที่นั่งด้านหน้าในรถประจำทางซึ่งสงวนไว้สำหรับคนผิวขาว เมื่อหลายปีผ่านไป นักศึกษาได้ถามว่าเหตุใดเธอจึงนั่งในที่นั่งตอนหน้าของรถบัสในวันนั้น คำตอบของเธอไม่ได้เป็นเรื่องของกระบวนการประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ความประสงค์ของเธอในตอนนั้นเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ทว่าลึกซึ้ง เธอตอบว่า “เพราะว่าฉันเหนื่อย” แต่ความเหนื่อยของเธอไม่ได้หมายถึงเพียงร่างกาย หัวใจของเธอก็เหน็ดเหนื่อย ทั้งชีวิตของเธอเหนื่อยหน่ายกับการต้องเล่นตามกฎเกณฑ์ของลัทธิเหยียดผิว ซึ่งไม่ยอมรับความต้องการมีตัวตนที่แท้จริงของเธอ

ชีวิตที่แบ่งแยกจากตัวตนอันแท้จริงเป็นชีวิตที่เหนื่อยหน่าย ในบางครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรเลย เป็นเพราะใช้พลังงานไปกับการเล่นตามกฎของผู้อื่น เพื่อกักขังความต้องการของความจริงภายใน ปฏิเสธว่าตัวเองไม่มีคุณค่าพอที่จะยืนยันความต้องการ ผู้เขียนเคยพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นความกล้าหาญ เพื่อเปลี่ยนแปลง มันดีขึ้นสักพัก แต่ความกลัว เจ้าเพื่อนเก่า ก็กลับมาใหม่ หรือจนกว่าเราจะยอมรับทุกผลลัพธ์ที่ตามมาจากการกระทำนั้นๆ อย่างกล้าหาญ เห็นบทเรียนจากความล้มเหลว เฝ้าดูความกลัวของตัวเองด้วยความไม่กลัว เมื่อนั้นการเรียนรู้ในบทเรียนจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผู้เขียนไม่ต้องการเรียนรู้เพื่อจะเป็นคนอื่นอีกต่อไปแล้ว แต่หวังเพียงว่าจะได้ดำเนินชีวิตของตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น

เราทุกคนต่างครอบครองของขวัญล้ำค่า เป็นเครื่องมือเพื่อนำตัวตนที่แท้จริงออกมาปรากฏสู่โลก สิ่งนั้นคือตัวของเรา ด้วยร่างกายและความคิด เราสามารถนำสิ่งที่ตัวตนภายในเรียกร้อง สร้างให้เป็นจริงขึ้นมาผ่านการกระทำ ความผิดหวังในผลของการกระทำเป็นเหมือนยาที่แม้จะเป็นประโยชน์ แต่มีรสขม มันช่วยเตือนให้ผู้เขียนได้ทบทวนตนเอง หากสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นตัวตนของเรา มันก็คุ้มค่าที่จะเจ็บตัวกับการเดินผ่านกำแพงอุปสรรค มันเพียงแค่เตือนว่าเรายังกระทำเพื่อรับใช้ตัวตนภายในได้ไม่ถูกต้อง ในที่สุด เราอาจได้เรียนรู้ว่าจะกระทำในเรื่องที่ “มิอาจไม่กระทำ” ได้อย่างไร เพราะสิ่งนั้น เป็นเสียงที่มาจากภายใน ซึ่งเป็นของขวัญเฉพาะของตนเอง เรามีหน้าที่เรียกคืนสิทธิอันชอบธรรม ที่จะนำของขวัญนี้มาสู่โลก โดยผ่านการกระทำซึ่งมาจากความจริงแท้ของตนเอง

(บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความ Now I Become Myself จากหนังสือ Let Your Life Speak ของ Parker J. Palmer)
2leep.com