แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

อารมณ์ที่อ่านได้ยาก




มีคำกล่าวว่า "นกไม่เห็นฟ้า ปลา ไม่เห็นน้ำ"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความเคยชินกับสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น ความแตกต่าง ระหว่าง สิ่งนั้น โดยการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่นๆ ได้อย่างกระจ่างชัด

ฉะนั้นจึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราสัมผัสพบเห็นทุกวัน จากในมุมมองอื่น ดังเช่นที่คนอื่นมองเห็น

เมื่อนกบินอยู่บนท้องฟ้าทุกวัน ก็จะมองไม่เห็น ฟ้า ในความหมายของท้องฟ้า ลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ บนพื้นดิน มองเห็น

ปลาที่อยู่ในน้ำตลอดเวลาก็เช่นเดียวกัน จะมองไม่เห็น น้ำ ในความหมาย แบบเดียวกับที่สัตว์บนบก มองเห็นผืนน้ำนั้นๆ

อารมณ์ เป็นสิ่งที่ยากจะมองเห็นได้ชัดเจนเฉกเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นอารมณ์ที่สร้างความ บีบคั้นเป็นทุกข์ อย่างมากมาย ให้แก่เราก็ตาม

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การจะเห็นทุกข์ให้ละเอียดนั้น เป็นเรื่องยากมาก ทั้งนี้เนื่องจาก เรามักจะชาชินอยู่กับอารมณ์ แห่งความบีบคั้นเป็นทุกข์ ดังกล่าว จนเห็นเป็นเรื่องปรกติ

เมื่ออ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออก และมองไม่เห็นว่านั่นเป็นความทุกข์ เราก็จะไม่คิดพยายาม หาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้พ้นจาก ภาวะความบีบคั้น เป็นทุกข์นั้น อย่างจริงจัง

บางคนเป็นทุกข์มาก ทั้งที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ก็รู้สึกว่า ตัวเองยังมีไม่มากเพียงพอ เพราะเอาตัวเอง ไปเปรียบเทียบ กับคนที่เขามีมากกว่า เมื่อใจปรารถนา อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ให้มากกว่านี้ แล้วไม่ได้ดังใจปรารถนา

อารมณ์ที่เป็นภาวะบีบคั้นเป็นทุกข์ในจิตใจ ลักษณะเช่นเดียวกับ ที่เกิดขึ้นกับยาจก ก็จะปรากฏกับเศรษฐีผู้นั้นได้ ส่งผลให้ หน้าตา บูดบึ้งตึงเครียด ไม่เบิกบาน โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีความสุข ฯลฯ

เมื่ออ่านอารมณ์ไม่ออก ว่านั่นเป็นความทุกข์ บุคคลผู้นั้น ก็จะจมปลักอยู่กับความทุกข์ตลอดไป

สาเหตุที่ทำให้ไม่คิดหาวิธีแก้ไข ก็เพราะถึงแม้อารมณ์ทุกข์ จะเป็นภาวะที่ทนได้ยาก แต่เราก็มักจะสามารถ หาสิ่งมากลบเกลื่อน บดบังความทุกข์ อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติดต่างๆ ตลอดจน กลไกป้องกันตัวเองทางจิต (defence mechanism) เพื่อช่วยบรรเทา ความทุกข์ได้เป็นครั้งคราว

จนมีภาวะความบีบคั้นเป็นทุกข์ในระดับที่เราพอจะทนต่อไปได้ ก็เลยไม่คิดหาวิธี ทำให้ตัวเองเป็น อิสระ จากความทุกข์ ให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้

ต่อเมื่อทุกข์ถึงขีดสุดจนทนต่อไปได้ยาก บางทีค่อยรู้สึกตัว และคิดหาทางแก้ทุกข์ อาจจะโดยการเข้าหาหลักธรรม ทางศาสนาบ้าง เสพยาเสพติด หรือกินเหล้า เมายา เพื่อให้ลืมความทุกข์นั้นๆ บ้าง หรือสุดท้ายก็อาจใช้วิธีฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ เป็นต้น

สำหรับในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้วิเคราะห์ต่อไป ถึงสาเหตุของอารมณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ดังกล่าว เพื่อแก้ที่ รากฐาน ของต้นเหตุ และชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ต่างๆ เกิดขึ้นจาก

"ความพลัดพราก จากสิ่งที่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ ีความปรารถนา สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์"

ถ้าสามารถลดกิเลสตัณหา อุปาทาน ที่เป็นความต้องการ ส่วนเกินจำเป็นของชีวิตให้บรรเทา ลดน้อยลงได้เท่าไร ก็จะทำให้โอกาส ของการพลัดพรากจาก "สิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ" มีน้อยลง โอกาสที่จะประสบกับ "สิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจ" ก็มีน้อยลง ตลอดจนโอกาสของการ มีความ "ปรารถนาสิ่งใด" แล้วไม่ได้สิ่งนั้นๆ ก็มีลดน้อยลงเป็นลำดับ ส่งผลทำให้ ความทุกข์ ลดน้อยลง โดยปริยายในที่สุด

ฟังดูเหมือนทำไม่ยาก แต่ อันที่จริงด่านแรกที่ยากที่สุดก็คือ เรามักจะอ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออกว่า "นั่นเป็น ความทุกข์" เมื่อมองไม่เห็นความจริง ตามความเป็นจริงว่าเป็น ทุกข์ ก็เกิดความ ขี้เกียจ ที่จะหาทางปรับปรุงแก้ไข

ด้วยเหตุนี้ การได้มีโอกาสสัมผัสคบคุ้นกับคนที่สามารถ ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ จากภาวะบีบคั้น เป็นทุกข์ได้แล้ว จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยเปรียบเทียบ ทำให้เราสามารถมองเห็น อารมณ์ทุกข์ได้ กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

เหมือนนกถ้าสามารถพูดได้และคบคุ้นกับมนุษย์บนพื้นดิน การติดต่อพูดคุยกัน จะช่วยให้ นกเข้าใจ ท้องฟ้า ในมิติใหม่ ที่แตกต่างจาก ท้องฟ้า ตามที่ตัวเองเคยเข้าใจ

หรือเหมือนปลาถ้าพูดได้และคบคุ้นกับสัตว์บนบก การติดต่อสัมผัสสัมพันธ์กัน ก็จะช่วยให้ปลาเข้าใจ น้ำ ในมิติใหม่ ที่แตกต่างจาก ท้องน้ำ ตามที่ตัวเองเคย เข้าใจ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความมีมิตรดี สหายดี สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ตลอดจนการได้คบสัตบุรุษ และการได้ฟัง สัทธรรม จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ให้เป็นอิสระจากความทุกข์


ทั้งนี้เพราะการได้ติดต่อคบ-คุ้นกับกัลยาณมิตรที่เบาบางจากความทุกข์ดังกล่าว จะช่วยให้เรามีโอกาส เปรียบเทียบ และเรียนรู้ ทุกข์ ในมิติที่ละเอียดยิ่งขึ้น เหมือนนกหรือปลา ที่จะไม่มีโอกาสได้รู้จัก ท้องฟ้าหรือท้องน้ำ ในมิติที่ ไม่เคยรับรู้ มาก่อน

การเห็นทุกข์ และการอ่านอารมณ์ทุกข์ได้กระจ่างขึ้น ก็คือการเข้าถึงอริยสัจข้อแรก อันคือทุกข์ อริยสัจ ที่จะนำไป สู่การเข้าใจ อริยสัจ ข้ออื่นๆ ต่อไป


คนที่ได้ขัดเกลาจิตใจจนเป็นอิสระจากการครอบงำของกิเลสตัณหาอุปาทาน ในระดับหยาบๆ ได้แล้ว ความทุกข์ก็จะ เบาบางลง ทำให้สามารถ ทนกับอารมณ์ทุกข์ ที่เบาบาง ดังกล่าวได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ความ ขี้เกียจ ที่จะพัฒนา ตัวเองต่อไป ก็จะเกิดขึ้น

เนื่องจากความชาชินกับอารมณ์ที่เบาบางจากความทุกข์นั้นๆ จะทำให้มองไม่เห็นทุกข์ ในมิติใหม่ที่ละเอียด ยิ่งกว่าเดิม กรณีเช่นนี้ จึงยิ่งต้องอาศัย กัลยาณมิตร เป็นตัวช่วยสะท้อน ให้เราเห็นทุกข์ ในระดับที่ละเอียดขึ้น จากการเปรียบเทียบ กับภาวะความอิสระ ว่างเบา ของคนที่เราได้สัมผัส พบเห็นดังกล่าว

พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า การมีกัลยาณมิตร ไม่เพียงแต่จะช่วยชี้แนะ การประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังมีคุณูปการ ต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นกลาง และขั้นปลายด้วย จนถือเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ เลยทีเดียว

มองในแง่นี้ การจะอ่านอารมณ์ที่เป็นทุกข์อริยสัจให้ละเอียด จึงไม่ใช่การหลีกเร้น ไปอยู่ในที่สงบสงัด เพื่อจะได้มีสมาธิ ในการอ่านอารมณ์ของตัวเอง ตรงข้าม กลับจะต้องอยู่ในท่ามกลาง สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิตรดี สหายดี จึงจะสามารถ มองเห็นอารมณ์ ที่เป็นทุกข์อริยสัจนั้นๆ ได้กระจ่างชัดขึ้น



(หนังสือ ดอกหญ้า อันดับที่ ๙๕ หน้า ๒๔-๒๙)

ปรัชญาหมาขี้เรื้อน




ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคน หนึ่ง


เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก


ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสีย


ก่อน** **


เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ ได้** **






เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว** **


ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง


ที่วัดป่าแถวภาคอีสาน** **


พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย** **


เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน






แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลาย


รูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน** **


ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มี


นิสัยชอบจับผิด* * **


และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ** **


วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้


รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน


ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง * *


**







เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสีย


เป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย** **


ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า** **






ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา






ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไป


ทีล้างไปบ่นไป** **






ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้**


**


โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี !** **


ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น** **


ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด** **


มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ทุกประตู** **


นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ


กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน


นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ** **






อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้า


อาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้


โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง** **






วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้เก็บขยะ** **


ซักผ้าเอง** (**เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน** **


การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน** **


จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา** **


เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย** **


รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง


เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว


ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก** **






อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอ ให้** **


หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้**


! **สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น**


และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเอง


เป็นต้นด้วยตนเอง* * **


ควรจะกระจายอำนาจมอบ งานให้คนอื่นทำดีกว่า






เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ** **


หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย** **


ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย** **


ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน** **


อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา** **


แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง** **


ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง จากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ **










เธอ ทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่


เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน* * **


คันไป ทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน** **


เดี๋ยว ก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้** **


อยู่ ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม** **


เจ้า หมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ** **


หาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน** **



สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี **






คิด อย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน** **


แต่ หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที** **


เลย ต้องวิ่ งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน


เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า** **


เจ้า สาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่** **


แต่ สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก** **


พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า** **


ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว






ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น** **


ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย** **


นึกอย่างไร** **ก็ มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อน**


**ที่หลวงพ่อชี้ให้ดู **


ยิ่ง นั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะ เยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง**






นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคน ละคน** **


จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน** **


จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง


เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจ


จากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก **






" **อาตมา เป็นหมาขี้เรื้อน** **


ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่ง พรรษา"** **


โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย** **


แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า** **


หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ **






ถ้า เรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย


หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน** **


ไม่ ว่าเราย้ายงานไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี


คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า** **


เรา พัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า


ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย **




รู้จักตนเอง-พัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด



"A smooth sea never made a skilled sailor." ทะเลที่สงบไม่สามารถที่จะสร้างนักเดินเรือที่เก่งได้ ผู้คนมากมายไขว่ขว้าหาหนทางที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นไม่มีหนทางที่สำเร็จรูป

ไม่มีตำราไหนบอกได้ว่าทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ ส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะเป็นการแนะนำอะไรที่เป็นภาพกว้าง ๆ ความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง ขึ้นอยู่กับว่า คนคนนั้นต้องการอะไร

และนี่เป็นสาเหตุที่ว่าความสำเร็จนั้นไม่มีสูตรมาตรฐานตายตัว

เปรียบได้กับองค์กรว่าไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับการบริหาร ต้องเป็นการออกแบบเฉพาะเท่านั้น การที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้นมีปัจจัยอยู่หลายประการ ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่เราต้องการจะไป ระยะเวลาและการพัฒนาของตนเอง ว่ามีความมุมานะแค่ไหน สัตย์ซื่อกับตนเองเท่าใด

หลาย ๆ คนเมื่อพบกับอุปสรรคคลื่นลมก็ล้มเลิก เปลี่ยนเป้าหมาย หรือหยุดไปกลางทาง ความสำเร็จอาจจะเปรียบได้กับการเดินเรือไปในมหาสมุทรเพื่อไขว่ขว้าหาสิ่งที่ต้องการ มีคลื่นลม มีอุปสรรค มีแรงต้านทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง จึงไม่แปลกที่ความสำเร็จที่หอมหวานจะไม่ได้มาถึงทุก ๆ คน

หากตั้งเป้าหมายไว้ไกล แต่ไม่เตรียมสภาพให้พร้อมก็เหมือนกับการนำเรือเก่าหรือผุไปออกทะเล เมื่อเจอคลื่นลมเรือก็แตกหรือล่มได้

สิ่งสำคัญอย่างแรกที่ต้องมีคือการตั้ง เป้าหมายก่อนว่าทิศทางใดที่เราตั้งใจจะไป เพราะถ้าเรายังไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร ส่วนที่เหลือคงไม่ต้องพูดถึง วันนี้เราชัดเจนหรือยังและชัดเจนมากแค่ไหน เราอาจจะต้องมานั่งทบทวนตัวเองดูว่าเราอยากที่จะเห็นอนาคตของตนเองเป็นอะไร เก่งอะไรและประสบความสำเร็จในแบบไหน

ความสำเร็จในชีวิตคือสิ่งที่จะต้อง กลั่นออกมาจากความต้องการจริง ๆ เป็น passion ควรจะมีทั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ไม่ยาวนานเกินไปมีการวัดผลเป็นระยะ ๆ และมีการทบทวนแผนตลอดระยะทาง ไม่ว่าจะเป็นการปรับแผน ไม่ว่าจะเพิ่มหรือจะลดถ้าเราทำอะไรโดยที่ไม่เคยมาทบทวนแผนงานของเรา อาจจะทำให้เราหลุดจากทิศทาง ไปไม่ตรงเป้าหมาย

ซึ่งการทบทวนตลอดก็เปรียบได้กับการที่เรามีเข็มทิศคอยทบทวนทิศทาง มีการเตือนตัวเองให้คอยระวังถึงเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา ไม่หลงไปในจุดที่ไม่ใช่ แต่คำถามสำคัญยังคงต้องย้ำชัดกับตนเองก่อนว่าในวันนี้เราได้สำรวจตัวเองดีแล้วหรือยัง ต้องมองย้อนกลับไปว่า เรามีความพร้อมแค่ไหน ความเป็นไปได้ด้านความรู้ ดีพอหรือไม่

รู้จักตัวเองให้ดีก่อน ถ้าเราเปรียบความสำเร็จเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินเรือที่ยาวไกล แน่นอนว่านักเดินเรือก็ต้องทำได้หลายอย่าง ยามสงบก็ควบคุมทิศทางเรือ ในบางเวลาก็ต้องซ่อมแซมและบำรุงเรือ สิ่งเหล่านี้นักเดินเรือแต่ละคนต้องสรรหาความรู้ความชำนาญที่เหมาะสมและพอดีกับทิศทางที่จะไป

ฉะนั้นเมื่อเรามีเป้าหมายก็ต้องรู้จัก และรับรู้ในจุดเด่น และจุดด้อยของตนเองด้วย เริ่มด้วยการสำรวจตนเอง โดยในขั้นนี้ต้องยอมรับกับตัวเองจริง ๆ ไม่หลอกตัวเองเพื่อที่จะหาออกมาให้ได้ว่าจากวันนี้จนถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ เรายังขาดอะไรบ้าง ความสามารถอะไร คุณลักษณะแบบใดที่ต้องการและต้องถูกเติมเต็ม อะไรที่เราทำอยู่ตอนนี้แล้วไม่ได้ไปตอบโจทย์ของอนาคตข้างหน้า

อะไรที่ควรหยุดอะไรที่ต้องไปเรียนรู้เพิ่ม ใครที่เราต้องไปสร้างพันธมิตร ใครที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดที่ไว้ใจได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบและเราอาจจะไม่สามารถพัฒนาความสามารถทุก ๆ อย่างที่เราขาด ถ้าไม่ได้ จริง ๆ สามารถที่จะหาเพื่อนหรือคนที่จะเป็นพันธมิตรกับเราเพื่อคอยส่งเสริมและ ช่วยเหลือได้หรือไม่ หรือถ้าเราเป็นผู้นำขององค์กรก็ควรจะต้องหาคนมาช่วยในส่วนที่เราขาดเพื่อที่จะเติมเต็มความสามารถตรงนั้น

ถ้าเรามีทัศนคติว่าไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ เราก็จะสามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อย ๆ เมื่อเรารู้และยอมรับ (feel) ว่าเราเป็นอย่างไรขาด ตรงไหน จนนำไปสู่การคิดและพัฒนา (think) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม (act) จนออกมาเป็นลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติที่จะไปสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ได้

หลายคนพยายามทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าอบรม การอ่านหนังสือประเภท how to หรือหลายสิ่งหลายอย่างโดยลืมมองไปว่าวันนี้เราสำรวจตัวเองดีหรือยัง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยหรือรับประกันว่าจะทำให้พวกเขาทำงานได้บรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จในการทำงานได้เลย การมีเป้าหมายที่ดีนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ หากปราศจากการวางแผนและพัฒนาตนเองที่ยอดเยี่ยม

ซึ่งนั่นหมายความว่าเป้าหมายที่ดีต้องมีการผลักดันและสามารถบรรลุเป้าหมายออกมาให้ได้ผ่านการลงมือทำจริง ๆ ด้วย ไม่ว่าใครก็สามารถฝันได้ ไม่ว่าคนไหนก็สามารถคิดถึงเป้าหมายที่ดีที่ยอดเยี่ยมได้ แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถลงมือปฏิบัติได้อย่างจริงจัง และมั่นคงกับเป้าหมายนั้นได้อย่างไม่หวั่นไหว ไม่ไขว้เขว หรือซวนเซไปตามแรงต้านของอุปสรรคและแรงต้านของโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

หลาย ๆ ปัญหาอาจจะเกิดจากการที่ตัวเราเองไม่สามารถหรืออาจไม่ใส่ใจถึงศักยภาพของตัวเราเอง ณ ปัจจุบันว่าสามารถรองรับเป้าหมายได้หรือไม่ เปรียบเสมือนคนที่เอาแต่ฝันแต่ไม่ยอมฝึกฝน ไม่ยอมลำบาก ไม่ยอมลงมือให้เป็นชิ้นเป็นอัน

"รู้เขาแต่ไม่รู้เรา เปลี่ยนร้อยครั้งผลก็เหมือนเดิมร้อยครั้ง"

ดังนั้น เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพตนเองเพื่อไปถึงเป้าหมายได้โดยมีแง่คิด ง่าย ๆ 4 วิธีดังนี้

1.โดยการสะสมเพิ่มพูนความรู้ การบรรลุความสำเร็จในแต่ละครั้งช่วยให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวในเป้าหมายที่ต้องการประสบความสำเร็จ ถ้าไม่มีอะไรให้เห็นผลในระยะสั้นเลยอาจจะทำให้เราเหนื่อยล้า หรือหยุดกลางทางได้

2.โดยการสังเกตการณ์ เมื่อเราเห็นใครบางคนที่คล้ายคลึงกับเราประสบความสำเร็จ เราสามารถทำได้เช่นกัน อาจจะเริ่มศึกษา เริ่มมองดูว่าอะไรเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนคนนั้นประสบความสำเร็จ เราจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร อะไรที่เราสามารถนำมาปรับใช้กับเป้าหมายของเราได้บ้าง

3.โดยทัศนคติ ทัศนคติที่ดีจะช่วยให้เราเกิดความเชื่อในความสามารถของตนเองมากขึ้น ในขณะที่ทัศนคติที่ไม่ดีจะเป็นตัวทำลายความเชื่อนั้น ไม่มีใครที่เก่งหรือเป็นทุกอย่างมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครที่ไม่พยายาม ไม่ลงมือ ไม่ทดลอง ไม่ฝึกฝนแล้วจะประสบความสำเร็จ หรือที่บางคนเรียกว่า คนที่ไม่เคยล้มคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย

หลาย ๆ ครั้งเราอาจจะพลาด อาจจะลองแล้วไม่ใช่ไม่ถูกจุด แต่เราจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อเป็นบทเรียนที่เราจะไปเพิ่มไปเติมในอนาคตเพื่อไม่ให้ลงที่เดิมอีก

4.จากการสนับสนุนของผู้อื่นที่เชื่อมั่นในตัวเรา การมีพันธมิตรที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดีทำให้เรามีความเชื่อมั่นและมีเพื่อนคู่คิด มีคนที่คอยมาช่วยมอง ช่วยแนะ ช่วยให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เพื่อช่วยให้เราไม่พลาดในสิ่งที่บางครั้งเราอาจจะมองไม่เห็น

สุดท้ายอยากจะขอฝากแง่คิดสั้น ๆ ให้กลับไปขบคิดไปตกผลึกว่าเราจะฝึกฝนตัวเองให้ปฏิบัติงานให้ไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร หลาย ๆ ครั้งสิ่งที่ทำให้เราพลาดได้มากที่สุดคือเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ หรือเราไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น หลาย ๆ คนไม่ยอมรับว่าเรามีจุดเด่นจุดด้อยอะไร สุดท้ายไม่สามารถพัฒนาและแก้ไขได้ตรงจุดจึงไม่สามารถบรรลุผลได้

ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะไปหาแบบทดสอบเพื่อการประเมินผลเพื่อที่จะให้รู้จักตนเองดีขึ้น และสามารถไปทำแผนพัฒนาตนเองเพื่อเป้าหมายแห่งความสำเร็จต่อไป เพราะการไม่รู้จักตนเองที่ดีพอ แค่คิดจะเริ่มก็พลาด ตั้งแต่ออกเดินทางแล้ว



ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

ปรโลกไม่ไกลเกินคิด

 
บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน



สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มนุษย์กระทำความชั่วก็คือ มนุษย์ปฏิเสธเรื่องความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองในชีวิตโลกหน้าเพียงเพราะตามองไม่เห็น

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมศาสดาที่พระเจ้าส่งมายังโลกนี้จึงตักเตือนมนุษย์ว่า ความตายมิใช่จุดสุดท้ายของชีวิต แต่ความตายเป็นเพียงประตูที่เปิดให้วิญญาณของมนุษย์เดินทางต่อไปในโลกหลังความตายเท่านั้น

เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ทุกชีวิตจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรับการพิพากษาจากพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นชะตากรรมของมนุษย์จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้

แม้คำสอนดังกล่าวจะเป็นการแสดงออกถึงความรักและความหวังดีของพระผู้เป็นเจ้า แต่มนุษย์ผู้ใช้อารมณ์เป็นมัคคุเทศก์นำทางชีวิตของตัวเอง มักจะปฏิเสธเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตาย โดยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งไร้สาระ ด้วยเหตุนี้พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงถามมนุษย์ว่า

“มนุษย์คิดหรือว่าเราไม่สามารถที่จะนำกระดูกของเขามารวมเข้าด้วยกัน? ทำไมเราจะทำไม่ได้? เรามีอำนาจที่จะทำให้ปลายนิ้วมือของเขากลับมามีความสมบูรณ์ได้ดังเดิมอีก แต่มนุษย์นั้นต้องการที่จะทำความชั่วต่อไป” (กุรอาน 75:3-5)

การทำให้ร่างกายของมนุษย์ที่ยุ่ยสลายกลายเป็นธุลีดินกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าเราตรึกตรองถึงปรากฏการณ์น้ำในมหาสมุทรที่ถูกแสงแดดแผดเผากลายเป็นไอลอยขึ้นไปรวมกันเป็นก้อนเมฆ หลังจากนั้นเมื่อกระทบกับความเย็นก็ตกลงมาเป็นน้ำอีกครั้งหนึ่งในรูปของฝน

จากคัมภีร์กุรอานดังกล่าวข้างต้น ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ มนุษย์จะถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ปลายนิ้วของเขาที่มีลายนิ้วมือเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

คัมภีร์กุรอานดังกล่าวข้างต้นถูกประทานแก่นบีมุฮัมมัดเมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้ว เพื่อบอกถึงความจริงแห่งชีวิตในโลกหน้าซึ่งสายตามองไม่เห็น ในยุคนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้เรื่องลายนิ้วมือที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน

แต่ใน ค.ศ. 1800 การพิมพ์ลายนิ้วมือได้กลายเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการใช้ระบุตัวบุคคลหลังจากที่เซอร์ฟรานซิส โกลท์ (Sir Francis Golt) ค้นพบว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้มีลายนิ้วมือไม่ตรงกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมตำรวจทั่วโลกจึงใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานระบุตัวอาชญากรเพื่อนำตัวมาลงโทษ

การหลีกเลี่ยงการพิพากษาของพระเจ้าในโลกหน้าจึงไม่อาจเป็นไปได้

ในวันแห่งการพิพากษา มนุษย์จะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพเดิมโดยมีเนื้อมีหนัง ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์ที่ทำชั่วได้รู้สึกถึงบทลงโทษอันแสนสาหัสและมนุษย์ที่ทำดีได้สัมผัสกับความสุขจากการตอบแทนความดี

ในคัมภีร์กุรอาน 4:56 มีดำรัสจากพระผู้เป็นเจ้าว่า

“แท้จริง บรรดาผู้ปฏิเสธสัญญาณทั้งหลายของเรานั้น เราจะโยนพวกเขาเข้าไปในไฟ เมื่อใดที่ผิวหนังของพวกเขาไหม้เกรียม เราจะเปลี่ยนผิวหนังใหม่ให้แก่พวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้ชิมการลงโทษอย่างเต็มที่ แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” 

ในอดีต ผู้คนเข้าใจว่าสมองเท่านั้นที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกและความเจ็บปวด แต่การค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ได้พิสูจน์ว่า ในผิวหนังของมนุษย์นั้นมีประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ถ้าไม่มีประสาทตรงนี้ มนุษย์ก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวด

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่แพทย์คนหนึ่งได้ตรวจคนไข้ที่บาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้ โดยการใช้เข็มจิ้มลงไปบนผิวหนังเพื่อตรวจสอบระดับของการถูกไฟไหม้ ถ้าหากคนไข้รู้สึกเจ็บ แพทย์ก็โล่งใจ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่แสดงว่าแผลส่วนที่ถูกไฟไหม้ยังไม่สาหัส เพราะประสาทรับความรู้สึกยังคงอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าคนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวด นั่นก็หมายความว่าผิวหนังได้ถูกไฟไหม้ลึกจนถึงขนาดประสาทรับความรู้สึกได้ถูกทำลายแล้ว

ข้อความจากคัมภีร์กุรอานดังกล่าวบอกให้เราทราบว่า หากมนุษย์คนใดถูกไฟนรกเผา เขาจะรู้สึกทรมานจากความปวดแสบปวดร้อน แม้ผิวหนังจะถูกไฟไหม้จนประสาทรับความรู้สึกตายไปแล้ว แต่ผิวหนังใหม่ก็จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รับความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนต่อไป

อย่าคิดว่านรกในปรโลกเป็นเรื่องล้อเล่น คำสอนของศาสนาเป็นความจริง ยิ่งวิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด วิทยาศาสตร์ก็ยิ่งยืนยันความจริงจากคำสอนของศาสนามากขึ้นเท่านั้น

บทเรียนการสร้างมนุษย์‏



                 ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงมะงุมมะงาหราหาต้นกำเนิดที่มาของมนุษย์อยู่นั้น คัมภีร์กุรอานได้บอกเล่าเรื่องราวการสร้างมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจและให้แง่คิดว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาจากดิน ดินซึ่งคัมภีร์กุรอานกล่าวไว้ถึงสามลักษณะด้วยกันว่า ถ้าหากเอาน้ำใส่เข้าไปก็จะกลายเป็นโคลนและถ้าทิ้งไว้ให้แห้งมันก็จะแข็งตัวจนสามารถทำให้เกิดเสียงได้

                สิ่งที่คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้ไม่ได้ขัดกับความจริงเลย เมื่อมนุษย์ตาย ร่างกายของมนุษย์ก็จะถูกยุ่ยสลายกลายเป็นดินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าหากจะเอาดินมาสังเคราะห์ทางเคมีแล้วก็จะพบว่าเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ก็มีแร่ธาตุและสารประกอบต่างๆที่มีอยู่ในดินเช่นกัน

              จากดินธรรมดาที่มนุษย์เดินเหยียบย่ำอยู่บนโลกใบนี้เองที่พระเจ้านำมาใช้สร้างมนุษย์ แต่ก่อนจะลงมือสร้าง พระองค์ได้ประกาศให้บ่าวและบริวารในอาณาจักรของพระองค์ได้รู้ว่าพระองค์จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทูตสวรรค์ที่เป็นบริวารรับใช้จึงได้ทูลถามว่า “พระองค์จะสร้างผู้ก่อความเสียหายและหลั่งเลือดบนหน้าแผ่นดินกระนั้นหรือ?”

              คำทูลถามของทูตสวรรค์มิได้มีเจตนาจะคัดค้าน แต่เป็นคำถามที่เหมือนกับทูตสวรรค์จะรู้ว่าที่ไหนมีมนุษย์ ที่นั่นก็จะมีความเสียหายและการหลั่งเลือดกัน จริงหรือไม่ เราก็เห็นกันอยู่

              อย่างไรก็ตาม เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงตัดสินใจที่จะสร้างมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงสร้างมนุษย์คนแรกขึ้นมาในอาณาจักรของพระองค์โดยการเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในดินที่พระองค์ทรงใช้สร้างมนุษย์ ดินที่ไร้ค่าจึงบังเกิดขึ้นมาเป็น “อาดัม” ในบัดดล

             การเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในดินก็คือ การถ่ายทอดคุณสมบัติบางส่วนของพระองค์ให้แก่มนุษย์ เช่น พระองค์ทรงเห็นและทรงได้ยิน พระองค์ก็ทรงให้มนุษย์มีตาและมีหูเพื่อการมองเห็นและการได้ยิน เพียงแต่ว่าความสามารถในการมองเห็นและได้ยินของมนุษย์นั้นไม่อาจเทียบเท่ากับพระองค์ได้ นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังเป็นผู้ทรงเมตตาและผู้ทรงให้อภัย ดังนั้น พระองค์ก็ประทานคุณสมบัติดังกล่าวนี้ให้เป็นธรรมชาติติดตัวมนุษย์มา ทั้งนี้ เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ในฐานะตัวแทนของพระองค์และพระองค์จะทรงดูว่ามนุษย์จะใช้คุณสมบัติที่ได้รับมาหรือไม่ หรือจะใช้ไปอย่างไร

             หลังจากประทานชีวิตและความสามารถแก่อาดัมแล้ว พระองค์ก็ทรงสอนความรู้ทุกอย่างให้แก่อาดัม เพื่อที่อาดัมจะได้นำความรู้และความสามารถไปใช้ประโยชน์ในการเป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นมนุษย์ผู้เป็นลูกหลานของอาดัมมีความรู้มากมายจนสามารถสร้างอารยธรรมความเจริญขึ้นบนโลกใบนี้ได้อย่างน่าทึ่ง

            เมื่อสอนความรู้ให้แก่อาดัมแล้ว พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงบัญชาทุกสรรพสิ่งในอาณาจักรของพระองค์ให้กราบสยบนบนอบต่ออาดัม นั่นหมายความว่านับแต่นี้ไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องอยู่ใต้อำนาจความรู้ความสามารถของอาดัม ดังนั้น ปัจจุบันเราจึงได้เห็นว่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากในแม่น้ำได้ถูกมนุษย์บังคับให้ไหลไปตามคลองชลประทานเพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมและพลังของกระแสน้ำได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้าป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรม

             คัมภีร์กุรอานกล่าวต่อไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรของพระเจ้าล้วนยอมสยบนบนอบต่ออาดัม ยกเว้น “อิบลีส” หัวหน้าเผ่าพันธุ์ญินเท่านั้นที่ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อถูกพระเจ้าถามว่าทำไมจึงกล้าโอหังปฏิเสธคำบัญชา มันตอบอย่างโอหังว่า “อาดัมถูกสร้างมาจากดิน แต่ฉันถูกสร้างมาจากไฟ เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องกราบสยบนบนอบต่ออาดัม”

ความโอหังถือดีว่าชาติพันธุ์ของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น จนกล้าฝืนคำบัญชาของพระเจ้านี้เองที่ทำให้มันต้องถูกลงโทษซึ่งมันก็รู้ดี แต่มันได้ขอต่อพระเจ้าให้ผ่อนผันการลงโทษไว้ก่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลกและมันขอหลอกลวงลูกหลานของอาดัมตลอดไป เพื่อที่มันจะพิสูจน์ให้พระองค์ได้เห็นว่าลูกหลานของอาดัมหรือมนุษย์นั้นมีน้อยคนนักที่จะกตัญญูต่อพระองค์

เมื่ออิบลีสได้รับอนุญาตให้หลอกลวง แต่ไม่มีอำนาจบังคับมนุษย์ให้เชื่อมัน มันก็คอยจ้องหาทางล่อลวงอาดัมและฮาวา (อีฟ) นับตั้งแต่นั้นมา

เนื่องจากอาดัมและฮาวาถูกห้ามเข้าใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง อิบลีสจึงหลอกลวงทั้งสองว่าสาเหตุที่พระเจ้าห้ามเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนั้นก็เพราะเกรงว่าทั้งสองจะกินผลไม้จากต้นไม้นั้นและจะมีชีวิตนิรันดร ทั้งสองหลงเชื่อจึงเข้าใกล้ต้นไม้ต้องห้ามและฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ด้วยการกินผลไม้เข้าไป นี่เป็นครั้งแรกที่มนุษย์ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้อาดัมและฮาวาจึงถูกส่งมายังโลกนี้โดยมีอิบลีสติดตามมาด้วย แต่ก่อนที่จะถูกส่งมายังโลกนี้ อาดัมและฮาวาได้ถูกเตือนว่าอิบลีสหรือมารร้ายจะเป็นศัตรูของทั้งสองตลอดไปจนถึงวันสิ้นโลก

กรณีฝ่าฝืนคำบัญชาของพระเจ้าโดยอิบลีสเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้อาดัมรู้ว่าการฝ่าฝืนพระเจ้าจะต้องได้รับการลงโทษ อิบลีสมีวิธีการหลอกลวงสารพัดและทันสมัยยิ่งขึ้นตามวิวัฒนาการความเจริญของมนุษย์ แต่มันไม่มีอำนาจบังคับมนุษย์ให้คล้อยตามมัน ในฐานะที่มนุษย์ได้รับสติปัญญา ได้รับศาสนาที่บอกให้รู้ว่า อะไรผิดอะไรถูกและได้รับเสรีภาพในการเลือก

ดังนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือกทำลงไป

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 230 วันที่ 24-30 ตุลาคม พ.ศ. 2552 หน้า 26 คอลัมน์ สันติธรรม โดย บรรจง บินกาซัน
2leep.com