แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

60 พุทธภาษิต




1. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ สั้นนิดเดียว ลำบากยากเข็ญ มีทุกข์มาก แต่ก็ไม่มี เครื่องหมายให้รู้ว่า จะตายเมื่อใด

2. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว พยายามหาวิธีที่จะไม่ต้องตาย ก็ไม่สำเร็จ ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป จนชราภาพก็ต้องตาย อยู่ดี เพราะธรรมดาของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้

3. สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยจากการที่ต้องตายเป็นนิตย์

4. ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดาเปรียบเหมือนภาชนะดินทุกชนิด ที่ช่างหม้อปั้นแล้วในที่สุดก็ต้องแตกไป

5. ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของมฤตยู ต้องบ่ายหน้าไปสู่ความ ตายทั้งนั้น

6. เมื่อเหล่าสัตว์จะตาย ต้องไปปรโลกแน่นอนแล้ว บิดามารดาก็ไม่สามารถช่วย บุตรธิดาของตน ไว้ได้ หรือหมู่ญาติก็ไม่สามารถจะช่วยพวกญาติของตนไว้ได้

7. จงดูเถิด ทั้งๆ ที่มีหมู่ญาติมาเฝ้ารำพึงรำพันอยู่ โดยประการต่างๆ แต่ผู้จะตาย กลับถูกมฤตยูคร่าตัวเอาไปแต่เพียงผู้เดียว เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ถูกนำไปแต่เพียงตัวเดียว

8. สัตว์โลกตกอยู่ในอำนาจของความแก่และความตายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดถึงสภาพของสัตว์โลกแล้ว จึงไม่เศร้าโศกกัน

9. ท่านหาได้รู้ทางของผู้มา (เกิด) หรือผู้ไป (สู่ปรโลก) ไม่ เมื่อไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์

10. ถ้าผู้ที่ทำตนให้เดือดร้อนด้วยการหลงใหลคร่ำครวญ จะทำประโยชน์อะไร ให้เกิดขึ้นได้บ้าง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งก็คงจะทำอย่างนั้นตามไปแล้ว

11. การร้องไห้ เศร้าโศก ไม่สามารถทำใจของผู้คนให้สงบได้ มีแต่จะเกิดทุกข์มากยิ่งขึ้น ทั้งร่างกายก็จะพลอยทรุดโทรม

12. จะเบียดเบียนตนเอง มีร่างกายซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ การร่ำไห้คร่ำครวญ ไม่ได้ช่วยอะไรแก่คนที่ตายไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลย

13. คนที่สลัดความโศกไม่ได้ มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก มีแต่จะทุกข์มากยิ่งขึ้น

14. จงดูเถิด ถึงแม้คนอื่นก็กำลังจะตายไปตามยถากรรม สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ต่างตกอยู่ในอำนาจมฤตยู กำลังพากันดิ้นรนอยู่บนโลกด้วยกันทั้งนั้น

15. สัตว์ทั้งหลายตั้งความหวังอยากจะให้เป็นอย่างอื่น แต่ก็ไม่สมหวัง ความพลัดพรากจากกันมีอยู่เป็นประจำ ท่านจงพิจารณาดูความจริงแท้ของสัตว์โลกเถิด

16. แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปี หรือเกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้อยู่ดี

17. เพราะเหตุนั้น เมื่อได้สดับธรรมเทศนาแล้ว ก็พึงระงับ ความคร่ำครวญ ร่ำไห้เสีย ยามเมื่อเห็นคนล่วงลับดับชีวิตไป ก็ให้กำหนดรู้ว่า เขาตายไปแล้ว เราจะให้ เขาฟื้นคืนมาอีกไม่ได้

18. ธีรชนผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำ ดับไฟ ที่กำลังไหม้ลุกลาม และเหมือนลมพัดปุยนุ่น

19. ผู้แสวงสุขแก่ตน พึงระงับความเศร้าโศกคร่ำครวญร่ำไห้ ความโหยหา และ ความโทมนัส พึงถอนลูกศรคือความเศร้าโศกเสียให้ได้

20. ผู้ถอนลูกศรนี้ได้แล้ว ก็จะมีอิสระ ได้ความสงบใจ ผ่านพ้นความเศร้าโศกทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศกมีแต่เยือกเย็นใจ

21. ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี ถึงใครจะอยู่เกินกว่านั้นไปบ้าง ก็ต้องตายเพราะชราเป็น แน่แท้ 

22. ชนทั้งหลายเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ยึดถือนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ผู้ที่มองเห็นว่า ความพลัดพรากจากกันจะต้องมีแน่นอนเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรอยู่ครองเรือน

23. คนที่สำคัญหมายสิ่งใดว่า " นี้ของเรา" ก็จะต้องจากสิ่งนั้นไปเพราะความตาย พุทธมามกะผู้เป็น บัณฑิต ทราบความข้อนี้แล้ว ก็ไม่ควรเอนเอียงไปในทาง ที่จะยึดถือว่า เป็นของเรา

24. คนที่รักใคร่กัน ตายจากไปแล้ว ก็จะไม่ได้พบเห็นกันอีก เหมือนคนตื่นขึ้น ไม่เห็นสิ่งที่พบในฝัน

25. คนที่มีชื่อเรียกขาน ก็ยังพอได้พบเห็นกันบ้าง ได้ยินเสียงกันบ้าง คนที่ตายไปแล้วก็เหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่จะพูดถึงกันอยู่

26. ผู้ที่พึงพอใจในสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมสละความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ และความหวงแหนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้เข้าถึงธรรมทั้งหลายเห็น ความปลอดโปร่ง จึงสละสิ่งที่เคยแหนหวงไปได้

27. บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงผู้ผู้บรรลุแล้ว ว่าเป็นบุคคลที่สอดคล้อง เหมาะสมกับภิกษุผู้บำเพ็ญความหลีกเร้นถอนจิต ซึ่งอยู่ในเสนาสนะ ที่สงัด

28. ผู้เข้าถึงธรรมไม่ติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำอะไรๆ ให้เป็นที่รัก และให้เป็นที่เกลียดชัง ความรำพึงรำพันและความหวงแหน จึงมิได้แปดเปื้อน เหมือนน้ำไม่แปดเปื้อนใบบัว

29. หยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว วารีไม่ติดบนดอกบัวฉันใด ผู้เข้าถึงธรรมก็ไม่ติดในรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ได้รับรู้ ฉันนั้น

30. ผู้ห่างไกลจากกิเลส ผู้มีปัญญา ไม่ยึดถือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่รับทราบ ไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยวิธีการอื่น ทั้งไม่ยินดียินร้าย

31. บุคคลใด ประพฤติทุจริตชั่วร้าย ไม่มีปัญญา ถึงจะมีชีวิตตั้งร้อยปี ชีวิตของเขา ก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มีศีล มีปัญญา แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า

32. บุคคลใด เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ชีวิตของเขาก็หาประเสริฐไม่ ส่วนบุคคลใด มุ่งหน้าทำความเพียรอย่างมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่า

33. บุคคลพึงสละทรัพย์เมื่อจะรักษาอวัยวะ พึงยอมสละอวัยวะเมื่อจะรักษาชีวิต และยอมสละทุกอย่าง ทั้งอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต เมื่อคำนึงถึงธรรม

34. อายุสังขารจะพลอยประมาทไปกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่ยืน เดิน นั่งนอนอยู่ ก็หาไม่

35. ในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ คนเราควรทำกิจหน้าที่ของตน และต้องไม่ประมาท

36. ดอกไม้ที่สุมกันอยู่เป็นกอง นายช่างที่ฉลาด สามารถนำมาร้อย เป็นพวงมาลัยมีคุณค่ามาก ได้ฉันใด ชีวิตคนเราที่เกิดมานี้ ก็ควรจะใช้ประกอบกุศลกรรม ความดีให้มากฉันนั้น

37. บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก

38. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เราจักทอดทิ้งกายนี้ อย่างมีสติ สัมปชัญญะ มีสติมั่น

39. ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจเรารอคอยเวลา เหมือนคนรับจ้าง ทำงานเสร็จแล้วรอรับค่าจ้าง

40. วัยสิ้นไปตามคืนและวัน

41. วันคืนล่วงไป ชีวิตของคนก็พร่องลงไป จากประโยชน์ที่จะทำ

42. วันคืนไม่ผ่านไปเปล่าๆ

43. กาลเวลาล่วงไป วันคืนผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอนๆ ตามลำดับ

44. รูปกายของสัตว์ย่อมร่วงโรยไป แต่ชื่อและโคตรไม่เสื่อมสลาย

45. เมื่อจะตาย ทรัพย์แม้แต่น้อยก็ติดตามไปไม่ได้

46. กาลเวลาย่อมกลืนกินสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับตัวมันเอง

47. ถ้าบุคคลจะเศร้าโศกถึงคนที่ไม่มีอยู่แก่ตนคือ คนที่ตายไปแล้ว ก็ควรจะเศร้าโศก ถึงตนเอง ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราชตลอดเวลา

48. วัยย่อมเสื่อมลงไปเรื่อย ทุกหลับตา ทุกลืมตา

49. เมื่อวัยเสื่อมสิ้นไปอย่างนี้ ความพลัดพรากจากกันก็ต้องมีโดยไม่ต้องสงสัย หมู่สัตว์ที่ยังเหลืออยู่ควรเมตตาเอื้อเอ็นดูกัน ไม่ควรจะมัวเศร้าโศกถึงผู้ที่ตายไปแล้ว

50. ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย ก็เหมือนเด็กร้องไห้ขอพระจันทร์ที่โคจรอยู่ในอวกาศ คนตายถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ว่าญาติคร่ำครวญถึง เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เศร้าโศก เขาไปแล้วตามวิถีทางของเขา

51. ตอนเช้า ยังเห็นกันอยู่มากคน พอตกเย็น บางคนก็ไม่เห็นกัน เมื่อเย็น ยังเห็นกันอยู่ มากคน ตกถึงเช้า บางคนก็ไม่เห็นกัน

52. จะตายก็ไปคนเดียว จะเกิดก็มาคนเดียว ความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งหลาย ก็เพียงแค่ มาพบปะเกี่ยวข้องกันเท่านั้นเอง

53. วันคืนผ่านไป อายุก็เหลือน้อยเข้าทุกที

54. แม่น้ำเต็มฝั่ง ไม่ไหลทวนขึ้นสู่ที่สูงฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมไม่เวียนกลับมาสู่วัยเด็ก ได้อีก ฉันนั้น

55. ผู้เข้าถึงธรรม ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดำรงอยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้นผิวพรรณจึงผ่องใส

56. คืนวันผ่านไป ไม่มีอะไรให้เราเดือดร้อน ไม่เห็นมีอะไรที่เราสูญเสียในโลก ฉะนั้น เราจึงนอนสบายใจคิดแต่จะช่วยปวงสัตว์

57. เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ จะน้อย หรือมาก ก็ให้ทำอะไรไว้บ้าง

58. เร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะตายหรือจะอยู่

59. คนขยันทั้งคืนวัน ไม่ซึมเซา เรียกว่า มีแต่ละวันที่นำโชค

60. จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าเป็นปราชญ์ มองเห็นที่หมายแล้ว ถึงอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศก ก็ไม่เศร้าโศก….

ชีวิต ความตาย และการอยู่รอด

กฤษณมูรติ : บรรยาย
กรรณิการ์ พรมเสาร์ : แปล



จาก คำบรรยาย เรื่องการดำรงชีวิต ชุดที่ ๓ :


 
ชีวิต ความตาย และการอยู่รอด


มะขามต้นนั้นสวยสง่าเก่าแก่ เต็มไปด้วยฝัก ใบใหม่อ่อนนุ่ม การที่มันขึ้นอยู่ริมแม่น้ำลึกทำให้มันได้รับน้ำท่าบริบูรณ์ ให้ร่มเงาที่พอเหมาะแก่สรรพสัตว์และผู้คน มักมีเสียงเอะอะอึกทึกดังอยู่ใต้ต้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยดังๆ หรือเสียงลูกวัวร้องเรียกหาแม่ สัดส่วนของมันงดงาม รูปร่างสวยสง่าเมื่อตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า มันมีชีวิตชีวาไม่รู้จักแก่ มันน่าจะได้เป็นประจักษ์พยานในอะไรต่อมิอะไรตลอดฤดูร้อนที่ผ่านพ้นจนนับไม่ถ้วน มันเฝ้าดูแม่น้ำและสิ่งที่ดำเนินไปตามริมฝั่งน้ำนั้น แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำที่น่าสนใจ กว้างใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ ผู้เดินทางแสวงบุญมาจากทุกส่วนของประเทศเพื่อลงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในแม่น้ำมีเรือเคลื่อนคล้อยไปเงียบๆ ด้วยใบเรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีทึบทึม เมื่อพระจันทร์ขึ้นเต็มดวง มีสีเกือบแดง ทำให้เกิดทางสีเงินบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว มักจะเป็นโอกาสแห่งความสนุกสนานรื่นเริงของหมู่บ้านที่อยู่ข้างเคียงและริมฝั่งตรงข้าม ในวันสำคัญทางศาสนา ชาวบ้านจะมายังฝั่งน้ำ ร้องเพลงจังหวะร่าเริง นำอาหารมาด้วย มาพูดคุย หัวเราะ พวกเขามักจะอาบน้ำในแม่น้ำ จากนั้นจะวางมาลัยไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ โรยเถ้าสีแดง เหลือง รอบโคนต้น เพราะมันเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับไม้ทุกต้น ครั้นการพูดคุยและตะโกนโหวกเหวกยุติลงในที่สุด ทุกคนก็กลับเคหะสถานของตน ตะเกียงดวงหนึ่งหรือสองดวงที่ชาวบ้านผู้ศรัทธาทิ้งไว้ยังคงลุกสว่าง ตะเกียงเหล่านี้ประกอบด้วย ไส้ตะเกียงในถ้วยดินเผาบรรจุน้ำมัน ซึ่งชาวบ้านหามาได้ด้วยความยากลำบาก ต้นไม้ต้นนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสมบัติของมัน ทั้งแผ่นดิน แม่น้ำ ผู้คน และดวงดาว ในไม่ช้ามันก็จะกลับมาอยู่กับตัวเอง เพื่อหลับไหลจนกว่าจะสัมผัสแสงแรกของดวงตะวันยามเช้า

บ่อยครั้ง ที่พวกเขานำร่างของผู้ตายมายังริมฝั่ง กวาดพื้นดินใกล้น้ำ ก่อนอื่นพวกเขานำท่อนซุงหนักมาวางเป็นฐานเชิงตะกอน ซ้อนด้วยไม้เนื้อเบาขึ้นไป ร่างของผู้ตายที่คลุมด้วยผ้าใหม่สีขาวจะถูกนำไปวางบนสุด ญาติที่ใกล้ชิดผู้ตายที่สุดเป็นผู้ใช้คบไฟจุดเชิงตะกอน เปลวไฟมหึมาลุกโชนสูงขึ้นไปในความมืด ส่องสว่างแก่แม่น้ำ และใบหน้าอันสงบเงียบของญาติมิตรผู้ตาย ตลอดจนเพื่อนพ้องที่นั่งรอบกองไฟ ต้นมะขามได้รับความสว่างบางส่วนและมอบสันติให้แก่เปลวไฟที่เต้นระริก ใช้เวลา ๒-๓ ชั่วโมงซากศพก็ไหม้หมด แต่พวกเขาทุกคนยังนั่งอยู่จนกระทั่งไม่เหลือสิ่งใด เว้นแต่เถ้าถ่านที่คุกรุ่นและเปลวไฟริบหรี่ ท่ามกลางความเงียบวังเวงอย่างยิ่งนี้ ทารกอาจร้องจ้าขึ้นมากระทันหัน แล้ววันใหม่ก็เริ่มต้น

เขาเคยเป็นคนมีชื่อเสียงพอสมควร เขานอนรอความตายอยู่ในบ้านน้อยหลังกำแพง สวนเล็กๆ ที่เขาเคยดูแลบัดนี้ถูกละเลย เขาเคยถูกห้อมล้อมด้วยภรรยาและลูกๆ ตลอดจนญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด คงอีกหลายเดือนหรืออาจนานกว่านั้น ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต พวกเขาห้อมล้อมชายผู้นี้อยู่ ภายในห้องหนักอึ้งไปด้วยความทุกข์โทมนัส ตอนที่ผมเข้าไป เขาบอกให้คนเหล่านั้นออกไป พวกเขาออกไปอย่างเสียไม่ได้ เหลือเพียงเด็กผู้ชายเล็กๆ คนหนึ่งกำลังเล่นของเล่นอยู่บนพื้นห้อง เมื่อคนเหล่านั้นออกไปแล้ว เขาก็โบกมือให้ผมไปนั่งที่เก้าอี้ เรานั่งอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ขณะที่เสียงของคนในบ้านและที่ถนนดังลอดเข้ามาในห้อง

เขาพูดขึ้นมาอย่างลำบากยากเย็น " ผมคิดหนักมานานหลายปีเรื่องการมีชีวิตอยู่ ยิ่งกว่านั้นคือเรื่องการตาย เพราะผมเป็นโรคร้ายเรื้อรัง ความตายดูเป็นของแปลกใหม่ ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงปัญหานี้ แต่ทั้งหมดนั้นออกจะตื้นเขิน"

แล้วบรรดาข้อสรุปทั้งหลายไม่ตื้นเขินหรอกหรือ?

"ผมไม่ใคร่แน่ใจนัก หากเราสามารถได้ข้อสรุปที่สร้างความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งได้ ข้อสรุปเหล่านี้ก็น่าจะมีความหมายอยู่บ้าง จะผิดตรงไหนกับการมีข้อสรุป ตราบใดที่มันสร้างความพึงพอใจได้?"

ไม่มีอะไรผิดหรอก แต่จะไม่เป็นการเดินตามเส้นขอบฟ้าที่ลวงตาหรอกหรือ? จิตใจมีพลังพอที่จะสร้างมายาได้หลายรูปแบบ และการที่ผูกติดกับมันเป็นเรื่องไม่จำเป็นและไร้วุฒิภาวะ

"ผมใช้ชีวิตที่ค่อนข้างหรูหราและทำในสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นภารกิจของผม แต่แน่ละผมก็เป็นมนุษย์ปุถุชน อย่างไรก็ตามชีวิตแบบนั้นสิ้นสุดลงแล้ว และตอนนี้ผมก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ แต่โชคดีที่จิตใจผมยังไม่กระทบกระเทือน ผมอ่านหนังสือมามาก และผมก็ยังกระหายใคร่รู้เหมือนเดิมว่าเกิดอะไรขึ้นหลังความตาย ผมจะยังอยู่ต่อไปไหม หรือเมื่อร่างกายตายลงก็ไม่มีอะไรเหลือเลย?"

ขอถามได้ไหมว่าทำไมคุณถึงได้อยากรู้นักว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังความตาย?

"ทุกคนก็อยากรู้มิใช่หรือ?"

อาจจะอยากรู้ แต่ถ้าหากเราไม่รู้ว่าการมีชีวิตอยู่คืออะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความตายคืออะไร? การมีชีวิตอยู่และความตายอาจเป็นสิ่งเดียวกันก็ได้ และข้อเท็จจริงที่ว่า เราได้แยกมันออกจากกัน อาจเป็นสาเหตุแห่งความเศร้าโศกอย่างใหญ่หลวงก็เป็นได้

ผมตระหนักดีถึงสิ่งที่คุณเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ในการบรรยายของคุณ แต่ผมก็ยังอยากรู้อยู่ดี คุณจะกรุณาบอกผมได้ไหมว่าอะไรเกิดขึ้นหลังการตาย? ผมจะไม่บอกใคร"

ทำไมคุณถึงดิ้นรนอยากรู้นัก? ทำไมคุณไม่ปล่อยให้มหาสมุทรแห่งชีวิตและความตายเป็นไปเอง โดยไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเล่า?

"ผมไม่อยากตาย" เขาว่า มือของเขาจับข้อมือผม "ผมกลัวความตายมาโดยตลอด และแม้ว่าผมพยายามที่จะปลอบใจตัวเองด้วยการหาเหตุผลมาอธิบายเข้าข้างตัวเอง และด้วยความเชื่อ มันก็เป็นเหมือนแผ่นไม้บางๆ ที่เคลือบความทุกข์ทรมานอันล้ำลึกที่เกิดจากความกลัวเท่านั้น การอ่านหนังสือเกี่ยวกับความตายทั้งหมดของผมเป็นการพยายามหลบลี้หนีจากความกลัว เพื่อค้นหาทางออก และด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่ผมกำลังขอความรู้คุณอยู่ขณะนี้"

การหลบหนีใดๆ ก็ตามจะปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระจากความกลัวได้หรือ? มิใช่การหลบหนีหรอกหรือที่เป็นตัวเพาะความกลัวขึ้นมา?

"แต่คุณบอกผมได้นี่ครับ และสิ่งที่คุณบอกก็จะเป็นเรื่องจริง สัจจะข้อนี้จะปลดปล่อยผมให้เป็นอิสระ..."

เรานั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเขาก็พูดขึ้นอีก

"ความเงียบ มีผลในการเยียวยา มากกว่าการตั้งคำถามด้วยความวิตกกังวลทั้งหมดของผม ผมหวังว่าผมจะคงอยู่ในความเงียบได้และตายไปอย่างสงบ แต่จิตใจผมไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จิตใจของผมกลายเป็นทั้งพรานและเหยื่อที่ถูกล่า ผมถูกทรมาน ร่างกายผมเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจิตใจผม หลังความตายมีความสืบเนื่องที่อาจระบุได้หรือเปล่า? "ฉัน"ซึ่งเคยมีความสนุกสนานเบิกบาน มีทุกข์ เป็นที่รู้จักนี้-จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่?"

"ฉัน"ที่จิตใจของคุณติดยึดอยู่และที่คุณต้องการให้ดำรงอยู่สืบไปคืออะไรเล่า? โปรดอย่าตอบ แต่ให้คุณฟังเงียบๆ ได้ไหม? ตัว"ฉัน"เกิดขึ้นได้โดยอาศัยทรัพย์สมบัติ ชื่อ ครอบครัว ความล้มเหลวและความสำเร็จ อาศัยสิ่งทั้งหมดที่คุณเคยเป็นและต้องการเป็น คุณเป็นสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่คุณใช้ในการบ่งชี้ตัวเอง คุณถูกสร้างขึ้นด้วยสิ่งเหล่านั้น และถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่มีคุณ การจำแนกแยกแยะตัวเองโดยอาศัยผู้คน สมบัติพัสถาน มโนคตินี้เองหรือที่คุณอยากให้ดำรงอยู่สืบต่อไปแม้เมื่อพ้นไปจากความตาย มันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า? หรือมันเป็นแค่มวลที่มีความขัดแย้งของความปรารถนา การแสวงหา ความสำเร็จ และความสิ้นหวัง ที่มีความเศร้ามากกว่าความสุข?

"อาจจะเป็นอย่างที่คุณแนะก็ได้ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเอาเสียเลย"

สิ่งรู้ย่อมดีกว่าสิ่งไม่รู้อย่างนั้นใช่ไหม? แต่สิ่งรู้นั้นเล็กมาก กระจ้อยร่อยนัก และมีขอบเขตจำกัด สิ่งรู้คือความเศร้าโศก และคุณก็ยังกระหายใคร่ได้ความสืบเนื่องของมัน

"ขอให้เห็นแก่ผมบ้าง ปราณีด้วยเถิด อย่าใจแข็งนักเลย ถ้าเพียงแต่ผมรู้ ผมจะได้ตายอย่างมีความสุข"

อย่าดิ้นรนอยากรู้นักเลย เมื่อความพยายามที่จะรู้ยุติลง จะมีอะไรบางอย่างที่จิตใจไม่ได้ปรุงแต่งเกิดขึ้น สิ่งไม่รู้นั้นใหญ่โตกว่าสิ่งรู้ สิ่งรู้เป็นเพียงเรือลำหนึ่งบนมหาสมุทรแห่งความไม่รู้ ปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปและดำรงอยู่เช่นนั้นเถิด

ภรรยาของเขาเข้ามาพอดีในตอนนั้นเพื่อเอาเครื่องดื่มมาให้เขา เด็กผู้นั้นลุกขึ้นและวิ่งออกไปจากห้องโดยไม่มองดูเรา เขาบอกภรรยาให้ปิดประตูตอนเธอออกจากห้องและอย่าให้เด็กกลับเข้ามาอีก

"ผมมิได้เป็นห่วงครอบครัวผม อนาคตของพวกเขาได้รับการดูแลตระเตรียมไว้แล้ว ที่ผมเป็นกังวลก็คืออนาคตผมเอง ผมรู้แก่ใจตัวเองดีว่าสิ่งที่คุณพูดนั้นเป็นความจริง แต่ใจผมเหมือนม้าที่กำลังวิ่งควบโดยไร้ผู้ขับขี่ คุณจะช่วยผมได้ไหม หรือว่าอย่างผมนี้ไม่อาจช่วยอะไรได้แล้ว?"

สัจจะเป็นสิ่งที่แปลก ยิ่งคุณติดตามมันเท่าไร มันก็ยิ่งหลบหนีคุณเท่านั้น คุณไม่อาจจับมันไว้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดลึกซึ้ง หรือใช้กลลวงอย่างไร คุณไม่อาจยึดมันไว้ในข่ายของความคิดได้ จงตระหนักในข้อนี้แล้วปล่อยวางทุกสิ่ง ในการเดินทางของชีวิตและความตาย คุณต้องเดินทางตามลำพัง การเดินทางนี้ไม่อาจมีความรู้ ประสบการณ์ หรือความทรงจำใดๆ มาช่วยทำให้คุณสบายใจได้ จิตใจต้องถูกชำระล้างให้หมดจด จากสิ่งที่มันเก็บสะสม อันเป็นผลจากการร่ำร้องหาความมั่นคงปลอดภัย พระเจ้าของมันและศีลธรรมทั้งหลาย จะต้องถูกส่งคืนแก่สังคมที่บ่มเพาะมันขึ้นมา มีแต่ความอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างยิ่งโดยไร้สิ่งใด

"วันเวลาของผมมีจำกัด ลมหายใจผมเหลือน้อยเต็มทีแล้ว คุณยังมาขอสิ่งที่ยากยิ่ง ให้ผมตายโดยไม่รู้ว่าความตายคืออะไร แต่ผมนั้นพร้อมแล้ว ปล่อยชีวิตผมไว้อย่างนี้เถอะ อาจมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตผมก็ได้"

วันคืนล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่



วันคืนล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ 
ขณะที่เราอยู่อย่างนี้ เวลาไม่เคยรอใคร 
เวลาผ่านไปๆ ทุกขณะๆ วันคืนล่วงไปๆ 
ความตายเข้ามาใกล้ทุกขณะๆ 
จงพิจารณาดูชีวิตของตนว่า

"เรากำลังทำอะไรอยู่ 
สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและต่อผู้อื่นแล้วหรือยัง 
สร้างประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ข้างหน้า 
ประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง"


คนเราตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้ 
ดิ้นรนแสวงหาแต่ความสุขกันทุกคน 
แต่มีใครบ้างได้พบความสุขที่แท้จริง 
หรือพอใจในชีวิตของตนจริงๆ


ชีวิตของเราทุกวันนี้มันแข่งกับเวลา รีบร้อนตลอดเวลา 
แม้แต่เวลานอนก็ยังรีบร้อนอยู่ 
คิดนี่ คิดโน่น คิดไปทั่วทุกสารทิศทั้งใกล้ทั้งไกล 
รีบร้อนแสวงหาความสุข 
แต่ชีวิตเราสังคมเราดูๆ เหมือนจะสับสนวุ่นวาย 
ความเดือดร้อนรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกวัน

มนุษย์เราค้นคว้าหาความรู้มากขึ้นๆ 
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ 
สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ 
แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ 
ศาสตร์เหล่านี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาล ตามเหตุปัจจัย ทุกปีๆ


คนเราส่วนใหญ่วิ่งตามแต่ตามไม่ทัน 
หมดแรง หมดหวัง สับสนวุ่นวาย 
ศาสตร์เหล่านี้ไม่เคยช่วยเราให้มีความสุขที่แท้จริงได้ 
ศาสตร์หนึ่งที่พวกเรามองข้ามไปคือ พุทธศาสตร์ นั่นเอง 
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมครูของเรา 
ตรัสรู้มาเป็นเวลา 2583 ปี ก่อนโน้น


พวกเราจำนวนมากมักจะดูหมิ่นดูถูกมองข้ามไป 
เห็นว่าเป็นเรื่องเก่าแก่ล้าสมัย 
แต่ความจริงคำสั่งสอนของพระองค์นั้น 
เป็นสัจจะความจริงไม่เปลี่ยนตามกาล 
ใครประพฤติปฏิบัติถูก และเข้าไปรู้เข้าไปสัมผัสแล้วก็จะเหมือนกัน 
รู้แล้วก็ทั้งตื่นและเบิกบานใจมีความสุข



จนแม้กระทั่งความสุขอย่างยิ่ง 
ตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า..... 
"นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"

ธรรมะดีๆ จากพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วัดป่าสุนันทวนาราม....



เรารู้ได้อย่างไรว่า...พระเจ้ามีอยู่จริง



ผู้คนมากมายอยากรู้จักพระเจ้า และมีคนอีกมากมายที่ไม่เคยรู้จักพระเจ้า ต่างก็ตั้งคำถาม ถึงความเข้าใจนี้ พระเจ้ามีจริงอย่างไร แน่ใจได้อย่างไร ...แล้วเราผู้ที่ได้ชื่อว่ารู้จักพระเจ้า สามารถตอบ ได้อย่างมั่นใจหรือยัง ...อยากให้ทุกคนมีโอกาสแบ่งปัน ประสบการณ์ที่ทำให้เรามั่นใจ ถึงการมีอยู่จริง ให้กับคนอีกมากมายที่อยากจะรู้จักพระเจ้าในวันนี้



มีบางคนถามคำถามนี้กับตัวผม ในขณะที่เขามีประสบการณ์กับพระเจ้ามาแล้วเกือบ2ปี ผมอยากจะตอบคำถามนี้ให้เขาฟัง ...แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ตอบคำถามนี้หรือไม่ ที่ทำได้วันนี้คือ ตอบคำถามนี้ให้กับใครบางคน ที่อาจจะแวะเวียนเข้ามาอ่าน อยากรู้จักพระเจ้าหรือไม่อยากรู้จักก็ตาม ...และหวังว่าพวกเราทุกคนจะช่วยกันทำให้บทความนี้สมบูรณ์ขึ้น ด้วยประสบการณ์ และความเข้าใจส่วนตัวที่มีในการรู้จักพระเจ้ามาแบ่งปันกัน

ไม่ว่าคุณคิดอย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ ....ความจริง คือสิ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เริ่มต้นที่
สิ่งที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ เราคงต้องเริ่มต้นเหมือนกับการรู้จักใครสักคน
- รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร
- นิสัย ลักษณะ วิธีคิด
เพื่อเราจะสังเกตได้ว่า คือพระเจ้า เมื่อมีโิอกาสได้พบ (มีประสบการณ์กับพระเจ้า)

หรือเราอาจจะพิสูจน์ การมีอยู่จริงของพระเจ้าแบบตรรกศาสตร์ คือเริ่มต้นที่ความจริง ความเข้าใจก็ได้

ทั้งการเรียนรู้ที่นำไปสู่ประสบการณ์ หรือการมีประสบการณ์ที่นำไปสู่การเรียนรู้ อาจจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็ย่อมได้ แต่ให้สังเกตุให้ดีว่า เราต้องพร้อมที่จะรู้ พร้อมที่จะพิสูจน์ พร้อมที่จะศึกษา จะไม่มีประโยชน์ใดเลยที่เราอยากรู้ว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ แต่ไม่พร้อมที่จะพิสูจน์ การมีอยู่จริงนั้น

มีจริงแม้มองไม่เห็น

หลายสิ่งหลายอย่างมีอยู่จริงแม้เรามองไม่เห็น เช่นลม อากาศ กระแสไฟฟ้า คลื่นเสียง คลื่นวิทยุ เรามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ แต่เราสัมผ้สได้ และรับรู้ได้ไม่ยาก ว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง

เราอาจจะมองไม่เห็นพระเจ้า แต่เราจะสัมผัสได้แน่นอนว่าพระองค์มีอยู่จริง เมื่อเรามีประสบการณ์กับพระเจ้า ผ่านคำอธิษฐาน ทุกครั้งที่เราอธิษฐาน พระเจ้าทรงฟัง และจะตอบคำอ้อนวอนของเรา ให้เรารู้ว่าพระองค์รักเรามากเพียงไร เราจะได้สัมผัสถึงความรักของพระเจ้า

อย่าจำกัดประสบการณ์ของตัวคุณเอง เพียงแค่การมองเห็นเท่านั้น

จิตใจของคุณเอง ...กำลังพูดอยู่

มนุษย์ ประกอบไปด้วย ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ซึ่งแตกต่าง จากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เรามีจิตวิญาณ มีความรู้สำนึกผิดชอบ อย่างที่ไม่มีในสิ่งอื่นใด ...เมื่อคุณทำผิด คุณจะรู้สึกได้ไม่ยาก ว่าสิ่งเหล่านั้นผิด ....การฆ่าคนตาย เป็นความผิด ที่ทุกคนก็รู้แม้ไม่มีบทบัญญัตติของกฏหมายก็ตาม คนป่าลึกที่สุดก็เข้าใจเรื่องนี้

ศาสนา จึงเกิดขึ้นมาพร้อมกับการแสวงหา ส่วนที่ขาดหายไปของจิตใจ หรือ ที่ใครหลายคนเรียกว่า เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ...เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาของมนุษย์ ที่อยากจะรู้จักพระเจ้า

และเรื่องพระเจ้ายังเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่สุด ที่อยู่คู่กับมนุษย์มาโดยตลอด แม้คนป่าที่ไม่เคยพบใครมาก่อน อยู่ส่วนลึกที่สุดของป่า ในเทือกเขาที่ไม่มีใครเคยไปถึง ทั้งพวกเขาและก็พวกเรา ต่างก็รู้ดีแก่ใจว่า มีบางสิ่งอยู่สูงขึ้นไป บางสิ่งที่มีอำนาจและควบคุมทุกสิ่งอยู่ ...เกิดเป็นความเชื่อ เรื่องเทพเจ้า ผีสาง เทวดา ขึ้นมา

ทุกสรรพสิ่ง ก็กำลังบอกเรา

เพราะไม่มีอะไร เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ใครเคยคิดว่า โลกอยู่ดีๆ ก็บังเอิญ หมุน 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี มีฤดูกาล มีน้ำทะเล มีฝนตก มีสิ่งมีชีวิต เป็นเรื่องของความบังเอิญ เป็นวิวัฒนาการ ...ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน ไม่มีน้ำที่ระเหยขึ้นไปในอากาศ ในอุณหภูมิ และสภาวะที่เหมาะสมก็จะไม่มีฝน ไม่มีพืช สัตว์ก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีดิน ต้นไม้ก็ไม่มีที่ยึด ไม่มีวันและคืน โลกก็อยู่ไม่รอด ...ทุกอย่างบังเอิญกันมากเหลือเกิน ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย ก็เกิดหายนะได้

ใครเคยเรียน ทฤษฏี บิ๊กแบงค์ บ้าง การกำเนิดของจักรวาล คุณคิดว่ามันเป็นความจริงมั๊ยที่ เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของกลุ่มก๊าซ ทำให้เกิดระบบสุริยะ เกิดดวงดาวมากมาย และบังเอิญมีโลก ที่อยู่ในภาวะที่เหมาะเจาะพอดี จึงเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น

....ถ้าคุณเชื่อ เคยคิดมั๊ยว่า อะไรทำให้เกิดการระเบิด พลังมหาศาลมาจากไหน เอากฏง่ายๆ ทางฟิสิกส์มาอธิบายยังได้ ไม่ยากว่า วัตถุจะไม่เคลื่อนที่ถ้าไม่มีแรงมากระทำ F=ma ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าผมเคยเรียนสิ่งเหล่านี้แต่ไม่เคยสงสัย แรงที่มากพอจะระเบิดได้ทั้งจักรวาล มันแรงมาก มันมาจากไหน ไม่งั้นทุกอย่างน่าจะอยู่คงที่ไม่ระเบิด

...แต่พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอย่างเฉพาะเจาะจง ไม่มีสิ่งใดเกิดจากความบังเอิญ มิใช่ดินและน้ำ จะบังเอิญก่อตัวเป็นสิ่งมีชีวิตได้ โดยปราศจากผู้สร้าง มิเช่นนั้นแล้วเราก็เป็นเพียงดินที่ปราศจากจิตวิญาณ ไร้ความรู้สึก

ประสบการณ์
ประสบการณ์?เป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้เรา รู้จักพระเจ้า ...อย่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ เราอาจจะไม่รู้จักพระเจ้า ความบาปทำให้เราห่างจากพระเจ้า ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกทำบาป มนุษย์ก็ถูกแยกออกจากพระเจ้า มนุษย์เริ่มทำบาปเป็นแม้เราไม่เคยสอนกันเลย เด็กโกหกได้ตั้งแต่ยังเล็ก ไม่มีใครสักคนเดียวไม่เคยทำบาป

แต่พระเยซูได้มาตายเพื่อไถ่เราทั้งหลายออกจากความบาป ที่มีติดตัวมาเพื่อเราจะสามารถพบ และรู้จักพระเจ้าได้ ทุกวันนี้จึงเป็นโอกาสที่คุณ จะได้สัมผัส และเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่จริง และพร้อมที่จะมอบความรัก ให้กับผู้ที่อยากรู้จักพระเจ้าทุกคน ผ่านทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์

พระองค์ให้ทุกคนง่ายๆ เพียงแค่เชื่อ เราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง ถึงจะมาหาพระองค์ได้ พระองค์ให้โอกาสทุกคน คนยากจน คนมั่งมี คนความรู้น้อย หรือคนความรู้มาก สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความเชื่อ ...ไม่ใช่ความสามรถ หรือเงินทอง

ลองเริ่มต้นที่จะเชื่อ ว่าพระเจ้ารักคุณ อธิฐานกับพระองค์ ประสบการณ์ จะบอกเราเอง ว่าพระองค์มีอยู่จริง

สำหรับตัวผมเองเคยใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ...จนได้รู้ว่า ความจริงคือสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้

• ถึงแม้เราไม่เชื่อพระเจ้า พระองค์ยังทรงเป็นความจริง ...ความจริงคือสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ...ไม่ว่าคุณรักพระเจ้าหรือไม่ จำไว้ว่าพระองค์รักคุณมาก ...ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องความรักหรือไม่ก็ตาม ความรักก็ยังคงมีจริง





2leep.com