แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

10 มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก



มหาวิทยาลัยซาเลอโน ประเทศอิตาลี (การแพทย์) ศตวรรษที่9


มหาวิทยาลัย โบลอกนา ประเทศอิตาลี (ทางวิชาชีพ) ศตวรรษที่11


มหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส (กฎหมาย) ศตวรรษที่12


มหาวิทยาลัยซอร์บอร์น ประเทศฝรั่งเศส (ศิลป์-การแพทย์) ศตวรรษที่12


มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ (กฎหมาย-ศิลป์) ศตวรรษที่12


มหาวิทยาลัยเครมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ (กฎหมาย-เศรษฐศาสตร์) ศตวรรษที่12


มหาวิทยาลัยตูลูช ประเทศเยอรมัน (กฎหมาย-เกษตร) ศตวรรษที่14


มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ประเทศสก๊อตแลนด์ (การค้า-อุตสาหกรรม) ศตวรรษที่14


มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศอเมริกา (การค้า-กฎหมาย) ศตวรรษที่16


มหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย ประเทศอเมริกา (แพทย์-เศรษฐศาสตร์) ศตวรรษที่17

--------------------------------------------------------------------------------------------------

กลไกการป้องกันตัวเอง


กลไกการป้องกันตัวเอง ( Defense Mechanism) ไม่ใช่ความผิดปกติ เพราะ เป็นการปรับตัวของ Ego ( 1 ในโครงสร้างทางจิตใจ มีหน้าที่จัดการ ประนีประนอมแรงผลักดัน ความต้องการต่างๆ กับ ระเบียบ ความถูก-ผิด ข้อจำกัดจากสภาพข้อเท็จจริงภายนอก) เพื่อให้จิตใจกลับสู่ภาวะสมดุล

แต่ ถ้าใช้กลไกทางจิตแบบเดิมๆอยู่เสมอ วนเวียนจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ หรือไม่เหมาะสมตามวัย ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาหรือจิตพยาธิสภาพตามมาได้ค่ะ

ถึงเวลามารู้จักกลไกการป้องกันตัวเองกันแล้วนะคะ ว่ามีกี่แบบ อะไรบ้าง…พิมพ์นิยมของกลไกการป้องกันตัวเองมีดังนี้ค่ะ

1. กลไกการป้องกันตัวเองที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Defenses ) เป็นระดับสูงที่สุด ถือว่าถ้าใช้กลไกกลุ่มนี้แล้วจะนำไปสู่การปรับตัว และมีสุขภาพจิตดี ซึ่งตามความเป็นจริงกลไกเหล่านี้ก็มีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนความรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อใช้แล้วผลที่ได้มักก่อให้เกิดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งตนก็เลยหยวนๆว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในทั้งหมด มีอยู่ 9 อย่าง แต่จะยกมาเป็นน้ำจิ้มแค่ 3 คือ

ก. การทดเทิด ( Sublimation ) หมายถึง เปลี่ยนความรู้สึกหรือแรงผลักดันให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับ เช่น นายดำชอบความรุนแรง ก้าวร้าวเลยไปเรียนชกมวย หรือกระเทยมักมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่โดดเด่น เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคม

ข. การกดระงับ ( Suppression ) หมายถึง จัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการใช้วิธีเก็บปัญหาเอาไว้ก่อน ฝากไว้ในระดับจิตสำนึก เช่น กังวลใจหลังสอบ เพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ แต่บอกกับตัวเองว่าถึงกังวลไปก็ทำอะไรไม่ได้ รอผลสอบออกมาแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ค. อารมณ์ขัน ( Humor ) หมายถึง การใช้อารมณ์ขันเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดออกมา โดยที่ตนก็ไม่รู้สึกอึดอัด และเป็นผลดีต่อผู้อื่น บางครั้งความตลกขบขันก็ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และทนต่อสภาพที่น่าหวาดกลัวได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างก็เช่นพี่ฑูร อัยการชาวเกาะผู้น่ารัก หรือพี่ตึ๋งจอมป่วนของเราไงคะ

ที่เหลือก็มี การคาดการณ์ ( Anticipation ) , การเห็นประโยชน์ผู้อื่น ( Altruism ) , การยืนหยัดด้วยตัวเอง ( Self - Assertion ) , การบำเพ็ญตบะ ( Ascetism ) , การเป็นสมาชิก ( Affilliation ) , และ การสังเกตตัวเอง ( Self - Observation )


2. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคประสาท ( Neurotic Defenses ) เป็นกลไกทางจิตที่ปรับตัวไม่ดีเท่ากลุ่มแรกและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจบางอย่าง โดยเฉพาะอาการของโรคประสาท มีอยู่ 14 ชนิด ยกมาเสริฟแค่ 3 พอค่ะ

ก. การเก็บกด ( Repression ) หมายถึง เก็บกดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการที่ตนเองยอมรับไม่ได้ไว้ในระดับจิตไร้สำนึก ผลของการเก็บกดคือ “ลืม” เช่น ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยถูกข่มขืนตอนอยู่ชั้นประถมฯ จนกระทั่งได้อ่านไดอารี่ของแม่

ข. การเคลื่อนย้าย ( Displacement ) หมายถึง การเปลี่ยนเป้าหมายที่ีตนเองเกิดความรู้สึกไปยังที่อื่น ซึ่งมีผลเสียน้อยกว่า เช่น ถูกหัวหน้าตำหนิรู้สึกโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ กลับมาฉุนเฉียวกับคนที่บ้าน

ค. การใช้เชาวน์ปัญญา ( Intellectualization ) หมายถึง หันเหความสนใจไปสู่การใช้ความคิด ปรัชญาต่างๆ เพื่อเลี่ยงการเผชิญกับสิ่งที่ไม่สบายใจ เช่น ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลที่แพ้ หลีกเลี่ยงความรู้สึกว่าตนเองแย่ โดยการหันมาสนใจรายละเอียดเรื่องการวางแผนและขั้นตอนที่บกพร่อง กลไกอันนี้ความจริงเป็นสิ่งดี แต่มีทางแพร่งที่อาจทำให้เป๋ค่อนข้างเยอะเลยถูกจัดให้เป็นกลุ่มรองลงมา ไม่ใช่ดี 1 ประเภท 1 55555555555

ที่เหลือก็เช่น การกระทำที่ตรงกันข้าม ( Reaction - Formation ) , การปลดเปลื้อง ( Undoing ) , การกำหนดรู้ภายนอก ( Externalization ) , การยับยั้งจุดหมาย ( Aim Inhibition ) , การแตกแยก ( Dissociation ) , การแยกอารมณ์ ( Isolation of Affect ) , การควบคุม ( Controlling ) , การให้ความสำคัญทางเพศ ( Sexualization ) การแปรเปลี่ยน ( Conversion ) , การเลียนแบบ ( Identification ) และ การทำให้เป็นสัญลักษณ์ ( Symbolization )


3. กลไกป้องกันตนเองแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะ ( Immature Defenses ) เป็นกลไกที่นำไปสู่ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและมักก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นด้วยสิคะ มีประมาณ 19 ชนิด ยกมา 3 เหมือนกัน อิอิอิ

ก. การปฏิเสธ ( Denial ) หมายถึง หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริงที่ทนรับไม่ได้โดยปฏิเสธการรับรู้ เช่น แพทย์แจ้งว่าเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยไม่เชื่อและไม่สนใจในสิ่งที่แพทย์แนะนำ

ข. การโทษผู้อื่น ( Projection ) หมายถึง การโยนความรู้สึกหรือความต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็นของผู้อื่น เช่น ไม่ชอบหัวหน้างาน แต่เกิดความรู้สึกว่าหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ไ่ม่ไว้ใจตนเอง หรือนักเลงสนุ้กเกอร์เล่นแพ้บอกว่าเป็นเพราะสักหลาดชื้นและฝืดเกินไปทำให้ลูกไม่วิ่ง

ค. การหาเหตุผลเข้าข้างตน ( Rationalization ) หมายถึง การหาสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายความคิด หรือการกระทำของตนเองที่จิตใจยอมรับไม่ได้ บางครั้งก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอาไว้ไม่ให้เสียหน้าหรืออับอาย เช่น ผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงาน บอกกับเพื่อนว่า อยู่คนเดียวสบายใจกว่า ชีวิตแต่งงานไม่เห็นมีความสุขอะไรเลย ^ ^ … กลไกการป้องกันตัวข้อนี้มีชื่อเล่นว่า”แถ” ค่ะ เพราะบางทีฟังแล้วข้างๆคูๆชอบกล

อย่างอื่นก็เช่น การทำให้คุณค่าลดลง ( Devaluation ) , ความยิ่งใหญ่ ( Omnipotence ) , เพ้อฝัน ( Fantasy ) , การแบ่งแยก ( Spiltting ) , การพุ่งเข้าหาตัวเอง ( Introjection ) , การถดถอย ( Regression ) , การบ่นว่าไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ( Help - Prejecting Complaining หุหุหุ ) ฯลฯ


4. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคจิต ( Psychotic Defenses ) หึหึหึ เป็นกลไกแบบต่ำสุด เมื่อใช้แล้วมักทำให้เกิดการปฏิเสธและบิดเบือนความจริง มี 3 แบบ คือ การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ), การปฏิเสธแบบโรคจิต ( Psychotic Denial ) และการบิดเบือนแบบโรคจิต ( Psychotic Distortion ) แต่ยกมาอธิบายเพียง 1 คือ….

การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ) หมายถึง การใช้กลไกแบบโทษผู้อื่น อย่างรุนแรงจนเกิดการสูญเสียการทดสอบความจริง และมีอาการหลงผิดร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่จนมีคนลอบสังหาร และติดตามตัวเขาได้เนื่องจากมีผู้กระจายข่าวอยู่ในปาก … ^ ^




ตัวอย่างการใช้กลไกการป้องกันตัวเองจนเป็นนิสัยและอาจเกิดปัญหา

1. Repression เก็บกด…ใช้บ่อยๆจะกลายเป็นคนขี้ลืม และไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา

2. Fantasy เพ้อฝัน…ใช้บ่อยๆจะทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ขวนขวาย

3. Rationalization …การอ้างเหตุผล (แถ) ถ้าใช้บ่อยๆจนชินมีโอกาสพัฒนาเป็น Projection (โทษผู้อื่น) ได้ง่ายดายมากค่ะ

4. Displacement …การเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สิ่งที่มีผลเสียน้อยกว่า กลไกชนิดนี้มักพบบ่อยในผู้ป่วย Phobic Neurosis( โรคประสาทกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุผล)

5. Projection… โทษผู้อื่น ใช้บ่อยๆจะก้าวร้าว ไม่รู้จักแก้ไขปัญหา ขาดความรับผิดชอบ สุกเอาเผากิน


จะเห็นว่ากลไกการป้องกันตัวเองมีทั้งด้านบวกและด้านลบ และบางครั้งก็ใช้ร่วมกันได้มากกว่า 1 แบบ / 1 สถานการณ์

ด้านบวก คือ…ทำให้จิตใจหายวิตกกังวล

ด้านลบ คือ…ส่วนใหญ่ ไม่ได้ช่วย แก้ไขปัญหา…แถมถ้าใช้บ่อยๆจนเป็นนิสัย จะกลายเป็นปัญหาอย่างมากตามมาได้

ดังนั้น รู้ทันมันนะคะ ถ้าสำรวจพบว่าใช้กลไกการป้องกันตัวเองที่ไม่ค่อยเหมาะสมบ่อยๆก็พยายามลด ละ เลิก เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวค่ะ

ความตาย...เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต‏

พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ


"...ร่างนั้นทอดเหยียดอยู่ในโลงไม้แคบ ๆ ใบหน้าสวยได้รูปดูซีดขาว ดวงตาหลับสนิท ริมฝีปากที่เคยช่างเจรจาคล้ายจะแย้มยิ้ม... ใครจะคิด ว่าหลังพูดคุยกันเมื่อไม่กี่วันก่อน บัดนี้ 'ความตาย' กลับพรากเธอให้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ..."



หากข้อความข้างต้นอยู่ในหน้าหนังสือ หรือเพียงเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างผิวเผิน ในที่สุดไม่นานนัก เราก็อาจลืม หรือเลือนภาพที่เห็น (และเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจ) ได้ในไม่ช้า

ด้วยว่า เรื่องดังกล่าว เราคล้ายไม่เกี่ยวข้อง และปราศจากส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับการที่ 'ตัวละคร' หรือ 'ใครสักคน' จะตายไปจากโลก...

ด้านหนึ่งความตายใกล้ชิดกับเราในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิต
อีกด้านหนึ่ง "ความตาย" ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องผูกพัน ก็ใช่ว่าจะทำให้รู้สึกหวั่นไหว มากไปกว่าสิ่งกระทบใจชั่วครู่ยาม

แม้ความตายจะติดตามทุกชีวิต ดั่งผูกยึดไว้ด้วยโยงใยอันไม่สามารถตัดขาด แต่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก อาจมี 'บางสิ่ง' คอยสนับสนุนให้เราปฏิเสธ หรือหลบเลี่ยง 'ความตาย' อยู่ในที

เราจึงต่างดิ้นรนขวนขวายต่อการ "ยังชีพ" ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม 
แม้ว่าจะเป็นภาระหนัก เหน็ดเหนื่อย หรือเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานก็ตาม

ดูเหมือนว่า "ความสุข" ที่หลายคนปรารถนาอย่างไม่มีสิ้นสุด เมื่อสำรวจลึกลงไปแล้ว ก็คือการหนีห่างจากเงื่อนไขที่นำไปสู่ "ความทุกข์" "ความสูญเสีย" อันมี "ความตาย" เป็นที่สุดนั่นเอง

โดยนัยนี้ ความตาย ดั่งหนึ่งจะอยู่ ณ อีกด้าน หรือตรงกันข้ามกับขั้วของ ความสุข

แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ชีวิต หมายถึง 'ความสุข' กระนั้นหรือ ?

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ภายใต้ทุกข์ยากและรันทดท้อในความมีชีวิต มนุษย์ยังเชื่อมั่นอยู่ในที ว่าตนสามารถแสวงหาความสุขได้ หากตนยังมี "ชีวิต" อยู่ ทั้งยังหวาดหวั่นและไม่มั่นใจต่อ "ความตาย" ว่าถึงที่สุดแล้ว จะนำตนไปสู่ที่ใด

และ เป็นไปได้หรือไม่ว่า นั่นอาจเป็นเพียงแรงจูงใจที่คอยกระตุ้นเร้า เพียงให้เรา "หนีตาย" โดยปราศจากความจริงใด ๆ รองรับ ทำนองที่ว่า เมื่อหมดแรงหนี ก็พบว่าไม่มีสิ่งใดต้องกลัวอีกเลย...

หลายยุคหลายสมัย มนุษย์แสวงหาความจริง ของ ชีวิตและความตาย ผ่านหลายมุมมองและหลากวิธีการ ทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ฯลฯ หรือกระทั่งศิลปะและวรรณกรรม

"ผู้รู้" พร่ำพรรณนา อธิบาย และสรุป สิ่งที่ตน "เชื่อ" และ "ค้นพบ" ครั้งแล้วครั้งเล่า ยุคแล้วยุคเล่า น่าประหลาดที่ ความจริงอันสำคัญและใกล้ชิดกับชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่งนี้ กลับหาข้อยุติโดยรวมไม่ได้

แต่ละสาขาของ ความรู้ - ความเชื่อ ยังมีความแปลกแยกและแตกต่าง อย่างแทบมิอาจแสวงหาจุดร่วมใด ๆ 
ลึกลงไปในแต่ละแขนง กลับมีแง่มุมแยกย่อยออกไปให้ศึกษาและปฏิบัติอย่างนับแนวทางไม่ถ้วนทั่ว

หากคุณเป็นผู้ใคร่ต่อการแสวงหา ชั่วชีวิตหนึ่ง อาจไม่สามารถค้นพบความจริงของการ 'มีอยู่' และ 'จากไป' ได้รอบด้าน ทั้งนี้ มิจำเป็นต้องกล่าวถึง ความ 'ครบถ้วน' ทั้งโดยคุณภาพและปริมาณ

ศาสดาจำนวนมาก จึงชี้ทางอัน "เพียงพอ" ต่อการเป็น 'มนุษย์' ยิ่งกว่าความ "ครบครัน" อันผู้คนจำนวนมากพากันค้นหา

น่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่ "ความคิด" มักมีมากกว่า "ความจริง" และ "ความจริงอันเพียงพอ" มักด้อยรสชาติกว่าความอยากรู้อยากเห็นเสมอ...

บ้างกล่าวถึงความตายว่าเป็นความสูญเสีย บ้างกล่าวว่าเป็นความเปลี่ยนผ่าน บ้างกล่าวว่าตายแล้วเกิด และบ้างก็กล่าวว่า คือ การเดินทางกลับ สู่ดินแดนที่จากมา...

วันแล้ววันเล่า ที่ทัศนะเหล่านั้นวนว่ายอยู่ในวัฏฏะของมนุษย์ ส่งเสียงอยู่ที่นั่นที่นี่ ส่วนนั้นส่วนนี้ของโลก 
บ้างกระซิบ บ้างกู่ก้องร้องตะโกน

ขณะคนแล้วคนเล่าตายจากเราไป...
ทั้งที่เป็นญาติ, เพื่อนสนิท, คนรัก หรือกระทั่งคนที่เราเกลียดชัง

ถึงวันนี้และวินาทีนี้ "การเกิด" และ "การตาย" ยังดำรงอยู่ และยังมีผู้ลังเลสงสัยต่อ "ความตาย" อยู่เช่นเดิม

ทั้งที่นับวันเราจะมี "ความรู้" เกี่ยวกับความตายมากขึ้น 
และมี "สื่อ" ที่จะนำความรู้เหล่านั้นไปสู่ผู้คนได้มากขึ้น และครอบคลุมพื้นที่ยิ่งขึ้นทุกที

หรือเพียงมีความรู้ แต่กลับปราศจากปัญญา...

ครั้งหนึ่ง เคยมีคนถามท่านพุทธทาสภิกขุ ว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องตาย 
ว่ากันว่า ท่านหัวเราะ หึ ๆ แล้วตอบว่า "ไม่มีผู้เกิด จะมีผู้ตายได้อย่างไร" ..

11 สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ : 11 Things You Don’t Get to Learn in School



กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ

กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน แต่โลกนี้คาดหวัง ‘ความสำเร็จ’ ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก

กฎ ข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยม และ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัทที่มีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ใน รถส่วนตัวด้วย

กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ลองไปทำงาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ

กฎข้อที่ 5 การคิดคำแสลงใหม่ ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปู่ย่าตายายของคุณก็เคยทำมาก่อน

กฎข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณ ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากมัน

กฎ ข้อที่ 7 ก่อนที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่คุณรู้สึกตอนนี้ พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่าง ๆ ต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไม่เข้าท่า ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะทำเรื่องใหญ่ ๆอะไรก็ตาม เช่น ช่วยอนุรักษ์ป่าฝนรุ่นบรรพบุรุาจากการถูกปรสิตทำลาย ช่วยกำจัดเห็บเหาที่มันแพร่พันธุ์ในตู้เสื้อผ้ารก ๆ ของคุณซะก่อน

กฎ ข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้ แต่ชีวิตจริง ‘ไม่ใช่’ บางโรงเรียนสอนการเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป แถมยังให้โอกาศคุณมากมายในการทำสิ่งที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ ก็คือ ชีวิตในโรงเรียน ไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก

กฎข้อที่ 9 ชีวิต ไม่ได้แบ่งเป็นเทอมๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน

กฎ ข้อที่ 10 สิ่งที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ชีวิตจริง เพราะในชีวิตจริง ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทำงาน (เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทำงานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ)

กฎข้อ 11 เป็นมิตรกับความ ‘เนิร์ด’ แล้ว ชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป

(บัญญัติของพจนานุกรมฉบับ Oxford Advanced Learners แปลความหมายของเด็กเนิร์ดไว้ว่า “เด็กเนิร์ดคือบุคคลที่บ้าคลั่งวิชาความรู้ในคอมพิวเตอร์อย่างรุนแรง” และเป็นลักษณะของคนดังด้านไอทีระดับโลก เช่น บิล เกตส์ และ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook)

2554-07-30

IQ เด็กนักเรียนไทยเฉลี่ย 98.59 ต่ำกว่ามาตรฐานสากล




                 น.พ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงผลสำรวจความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) ของเด็กนักเรียนไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั่วประเทศ 72,780 คน เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 – มกราคม 2554ถือเป็นการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดในโลก พบเด็กนักเรียนไทยมีระดับ IQ เฉลี่ย 98.59 ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากล ที่กำหนดได้ที่ 100 ในจำนวนนี้ร้อยละ 48.5 อยู่ในระดับ IQ ต่ำ ซึ่งกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ย IQ ต่ำสุดขณะที่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีระดับ IQ เฉลี่ยสูงสุดทั้งนี้ ระบบการศึกษาไม่ใช่ผลโดยตรงที่ทำให้ระดับ IQ ต่ำ แต่เกิดจากการรับสารไอโอดีนตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ 7 ปี ซึ่งหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับต่อเนื่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูเด็กที่ขาดความอบอุ่นเด็กไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และโภชนาการที่เหมาะสมโดยจังหวัดที่พบเด็ก IQ ต่ำสุดในประเทศคือ

จังหวัดนราธิวาส มี IQ เพียง 88.07 

ส่วนจังหวัดที่เด็กนักเรียนมี IQ สูงที่สุดในประเทศคือ

จังหวัดนนทบุรี เฉลี่ยอยู่ที่ 108.91 

และพบเด็กกลุ่มอัจฉริยะสูงถึงร้อยละ 9.5
มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ร้อยละ 2 ซึ่งช่องว่างระดับสติปัญญาของเด็กนักเรียน
สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างฐานะทางสังคม และความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต
จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายในประเทศบังคับให้เกลือทุกชนิด
ทั้งเพื่อการบริโภคในคน สัตว์ และอุตสาหกรรม ต้องเป็นเกลือไอโอดีนทั้งหมด

                 นายณรงค์ฤทธิ์ อัศวเรืองพิภพ อาจารย์ประจำวิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการสำรวจสำรวจในครั้งนี้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับไอคิวของเด็กนักเรียนไทยในภาพรวมระดับประเทศอยู่ที่ 98.59 จากค่าเฉลี่ยปกติอยู่ที่ 90 – 109 โดยผลนี้ถือว่าเป็นระดับสติปัญญาที่อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ค่อนไปทางต่ำ ทั้งนี้ หากแยกเป็นรายภาคเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ กรุงเทพมหานครมีไอคิวเฉลี่ย 104.5 ภาคกลางเฉลี่ย 101.29 ภาคเหนือเฉลี่ย 100.11 ภาคใต้ไอคิวเฉลี่ย 96.85 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลี่ย 95.99

                 นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อดูในภาพรวมของประเทศ พบว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 48.5 มีปัญหาระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นเกณฑ์ระดับสากลที่จะต้องพัฒนาให้ได้ รวมทั้งพบว่ามีเด็กกลุ่มที่มีปัญหาระดับสติปัญญาบกพร่อง คือไอคิวต่ำกว่า 70 อยู่ถึงร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลคือ ไม่ควรเกินร้อยละ 2
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า “สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีนักเรียนซึ่งมีไอคิว เฉลี่ยสูงกว่าปกติ ได้แก่

1.นนทบุรีอยู่ที่ 108.91

 2.ระยองเฉลี่ย 107.52 

3.ลำปางเฉลี่ย 106.62

 4.กรุงเทพฯ เฉลี่ย104.50 

5.ชลบุรีเฉลี่ย 103.92 

6.สมุทรสาครเฉลี่ย 103.73

 7.ตราดเฉลี่ย 103.51

 8.ปทุมธานีเฉลี่ย103.34 

9.พะเยาเฉลี่ย 103.32 


และ 10.ประจวบคีรีขันธ์ เฉลี่ย 103.17”


นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ10 อันดับจังหวัดที่มีนักเรียนไอคิวเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ ได้แก่

1.นราธิวาส เฉลี่ยที่ 88.07 

2.ปัตตานีเฉลี่ยที่ 91.06 

3.ร้อยเอ็ดเฉลี่ยอยู่ที่ 91.65 

4.อุบลราชธานี เฉลี่ยอยู่ที่ 93.51

 5.สกลนคร เฉลี่ยที่ 93.74 

6.กาฬสินธุ์ เฉลี่ยที่ 93.78 

7.กระบี่ เฉลี่ยที่ 93.85

 8.หนองบัวลำภู เฉลี่ยที่ 94.06

 9.กำแพงเพชรเฉลี่ยที่ 95.22

 และ 10.มหาสารคามเฉลี่ยที่ 95.28

                  โดยยังพบว่า เด็กนักเรียนไทยเพศหญิงมีไอคิวเฉลี่ยสูงกว่า นักเรียนชาย และนักเรียนในเขตเมืองสูงกว่านักเรียนในเขตอื่นๆ ส่วนนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สาธิต) มีไอคิวสูงกว่านักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สังกัดกรุงเทพมหานคร และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีไอคิว 113.70, 106.35, 101.96 และ 97.59 ตามลำดับ
ด้านนพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นการสำรวจทั่วประเทศเป็นครั้งแรกที่ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่เป็นตัวแทนในระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด สำรวจเด็กนักเรียน 6-15 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สาธิตและราชภัฎ) และสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ จากการสุ่มตัวอย่าง 7-19 โรงเรียนต่อจังหวัด จำนวนนักเรียนประมาณ 851 – 1,163 คน ต่อจังหวัดซึ่งสามารถเป็นตัวแทนภาพในระดับจังหวัดได้ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนในระดับจังหวัดไม่เกินร้อยละ 2.8 และเป็นตัวแทนภาพในระดับประเทศ ที่มีค่าความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไม่เกินร้อยละ 0.33

โดยระดับไอคิวของเด็กนักเรียนไทยครั้งนี้ ยังถือว่าต่ำกว่าประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างสิงค์โปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเล็กน้อย ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยควรมีการเร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการพัฒนาไอคิว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรณรงค์ให้มีการเพิ่มสารไอโอดีนในอาหารที่จำเป็น เพื่อสร้างโภชนาการที่ดีซึ่งขณะนี้ สธ.เร่งดำเนินการอยู่ในส่วนของการแจกไอโอดีน และการเติมสารในเครื่องปรุงอาหาร ซึ่งในอนาคตคงต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นอาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอความร่วมมือในการออกกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อควบคุมให้ผู้ประกอบการมีการเติมสารไอโอดีนลงในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ และอาหารต่าง รวมทั้งควบคุมอุตสาหกรรมเกลือและวัตถุปรุงรสอื่น ๆให้มีส่วนผสมของไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสมด้วย” นพ.อภิชัย กล่าว

                   อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า นอกจากการสร้างโภชนาการที่ดีแล้วการพัฒนาระองค์ความรู้ก็เป็นเรื่องจำเป็น เช่น ผู้ปกครองควรที่จะฝึกให้เด็กมีการอ่านเสริมสร้างจินตนาการ เรียนรู้จังหวะดนตรี และเล่นกีฬาออกกำลังกาย ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา หรือควรมีการกระตุ้นการเรียน

อันดับโลกของการศึกษาไทย

อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ เผยอันดับโลกที่น่าสนใจของการศึกษาไทย

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เผยหลังประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รายงานสถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ จากการจัดอันดับของ International Institute for Management Development (IMD) ปี 2553 ซึ่งมี 58 ประเทศทั่วโลกเข้ารับการประเมินจัดอันดับ

              โดยผลการประเมินการศึกษาในภาพรวมของไทย พบว่าอยู่อันดับที่ 47 เท่ากับปี 2552 ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น ไทยมีอันดับอยู่เหนือเพียงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ส่วนในด้านคุณภาพการศึกษา พบว่า อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษาอยู่อันดับที่ 41 โดยอัตรานักเรียนอยู่ที่ 17.70 คนต่อครู 1 คน สำหรับอัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษา อยู่อันดับที่ 53 โดยอัตรานักเรียนอยู่ที่ 21 คนต่อครู 1 คน 

              นายชินวรณ์ กล่าว ในด้านโอกาสและความเสมอภาค พบว่า การเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาสุทธิ ซึ่งพิจารณาจากจำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอายุ 12-17 ปีที่เรียนเต็มเวลา อยู่ในอันดับที่ 47 ดีขึ้นกว่าปี 2552 โดยไทยมีอัตราการเข้าเรียนมัธยมศึกษาสุทธิอยู่ที่ 92% ส่วนการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ พิจารณาจากประชากรที่อายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า ไทยมีอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ 7.4% อยู่อันดับที่ 44 ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา พิจารณาจากประชากรอายุ 25-34 ปี ที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป พบว่าไทยอยู่ที่ 18% อันดับที่ 45 จำนวนคนใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากร 1,000 คน พบว่า ไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 209 คน อยู่ในอันดับที่ 53 แย่ลงจากปีที่ผ่านมา 

              ในหัวข้อประสิทธิภาพการจัดการศึกษา/การบริหารจัดการ พบว่า การจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ ไทยอยู่อันดับที่ 30 ได้ 5.75 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน แย่ลงจากปี 2552 การถ่ายโอนความรู้ระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัย ไทยอยู่อันดับที่ 34 ได้ 4.28 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และการลงทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งพิจารณาจากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยในภาครัฐต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยไทยลงทุน 4.2% ต่อจีดีพี อยู่อันดับที่ 35 ซึ่งถือว่ามากกว่าสิงคโปร์ที่ลงทุน 3.1% แต่อันดับการศึกษาในภาพรวมของสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 13 ซึ่งดีกว่าไทยที่อยู่ในอันดับที่ 47 ถึง 34 อันดับ 

               นายชินวรณ์ กล่าว ‘ผลการประเมินด้านการศึกษาในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ต้องมีการศึกษาและติดตามต่อไปว่าเราจะต้องดำเนินการที่จะพัฒนาการศึกษาในภาพรวมอย่างไร โดยผมได้มอบให้ สกศ.นำผลการประเมินดังกล่าวไปวิเคราะห์ และรายงานต่อที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. เพื่อที่จะมอบให้องค์กรหลักที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะในแต่ละด้านไปดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป ซึ่งตัวชี้วัดที่ IMD ใช้ในการประเมินจัดอันดับหลายตัวมีความเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง’

นักศึกษาจีนเรียนอย่างไรเพื่อสู่การเป็นเลิศ

         
ประเทศที่มีประชากร 1300 ล้านคนเช่นประเทศจีน อุปสรรคที่จะไต่เต้าสู่ความสำเร็จมีอยู่มากมายโดยเฉพาะการศึกษาให้แก่บุตรหลานเพื่อจะก้าวไปแข่งขันกับบุคลากรอื่นๆในรุ่นเดียวกัน



           ครอบครัวที่มีฐานะในจีนมักจะส่งลูกหลานไปศึกษายังต่างประเทศโดยเฉพาะอังกฤษ สหรัฐ ออสเตรเลีย และแคนาดา แล้วนักศึกษาจีนที่ด้อยโอกาสเขาทำอย่างไรเพื่อจะถีบตัวเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเมื่อจบจากการศึกษา

          ช่องทางที่นักศึกษาด้อยโอกาสในจีนเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม คือ Internet โดยเข้าไปเรียนในชั่วโมงการสอนที่เปิด(Open Course) ของมหาวิทยาลัย Harvard และ Yale ซึ่งเปิดให้เข้าถึงการสอนได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทางเน็ต


            ชั่วโมงการสอนที่เปิดที่มหาวิทยาลัยสหรัฐนำมานำเสนอในเนต เป็นที่นิยมของนักศึกษาชาวจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเรียนการสอนที่แตกต่างกันมากระหว่างตะวันตกและประเทศจีน

           ในขณะที่จีนการเรียนการสอนยังเน้นไปที่ตำราและการท่องจำ แต่หลักสูตรการสอนของตะวันตกจะเน้นไปที่ความเข้าใจ การอธิบายแลกเปลี่ยนทัศนะ และการแสดงออก ซึ่งเป็นที่ถูกใจนักศึกษาจีนซึ่งมักไม่ค่อยพบการเรียนการสอนแบบนี้

           ชั่วโมงเปิดจากหลักสูตรในอเมริกา จะมีกลุ่มอาสาสมัครของนักศึกษาชาวจีนที่ชำนาญภาษาอังกฤษช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์ทำ Subtitle เป็นภาษาจีนให้ฟรี เพื่อให้นักศึกษาที่ด้อยทางด้านภาษาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในวิชาเปิดนั้นๆ

            เมื่อชั่วโมงการสอนที่เปืดเป็นที่นิยมมากในนักศึกษาชาวจีน ทำให้ทางมหาวิทยาลัยในจีนมีดำริที่จะทำชั่วโมงการสอนเปิดเกี่ยวกับหลักสูตรของจีนลงใน iTunes U และช่องทางต่างๆใน Internet

            หลักสูตรที่คาดว่า จะเป็นชั่วโมงนำร่อง คือ ศิลปของการทำสงคราม ของ ซุนหวู่ การแพทย์และยาจีน และศิลปวัฒนธรรมของจีน

            ในช่วงแรกการสอนนี้จะเป็นภาษาจีนเพื่อให้นักศึกษาจีนได้เรียนรู้ แต่ต่อไปจะมีการแปล หรือ มี Subtitle เป็นภาษาอื่น เพื่อให้นักศึกษาต่างชาติและจากต่างประเทศได้เข้าถึง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

             มหาวิทยาลัยในจีนตอบรับชั่วโมงการสอนเปิดนี้อย่างมากมาย รวมทั้ง มหาวิทยาลัยฟูตัน (Fudan University) และ มหาวิทยาลัยจัยงทง(Jiao Tong University) ของเซี่ยงไฮ้

             มหาวิทยาลัยเจียวทงวางแผนเปิดตัวการเรียนการสอนชุดแรก 100 กว่าคอร์สบน iTunes U และโปรแกรมการสอนเปิดที่ให้บริการฟรีในเนต รวมทั้งใช้ช่องทางร่วมกับ MIT มหาวิทยาลัยของสหรัฐที่ร่วมมือกันมากว่าทศวรรษในเดือนกันยายนที่จะมาถึง

             มหาวิทยาลัยฟูตันซึ่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนบรรยายอยู่มากกว่า 2000 คอร์สเป็นประจำทุกปีจะเปิดโอกาสให้นักสึกษาสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนฟรีในเนตโดยไดรับการอนุญาตจากผู้บรรยาย

             นาย หยู เจี้ยนปอ (Yu Jianbo) เจ้าหน้าที่ของ an Academic Affairs Office รับผิดชอบเรื่องชั่วโมงการสอนและบรรยายเปิด กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนชั่วโมงการสอนการบรรยายจะเป็นแนวโน้มในอนาคตของบรรยากาศของการศึกษาเสมือนจริง

             เมื่อเห็นนักศึกษาจีนขยันขวยขวายความรู้กันขนาดนี้จนมหาวิทยาลัยจีนต้องนำหลักสูตรการสอนและการบรรยายเปิดมาลงเนต เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสของการศึกษาในจีน

              นำเสนอเรื่องนี้เพื่อแนะนำอีกช่องทางหนึ่งของการศึกษาให้กับน้องๆนักศึกษาในประเทศไทย เป็นช่องทางที่เสียแค่เพียงค่าชั่วโมงInternet แต่องค์ความรู้ในการศึกษาเปิดมากมายเหลือคณานับ

              อย่ารอโอกาสของการศึกษา เพราะตอนนี้นักศึกษาประเทศอื่นเขากำลังกระโจนใส่องค์ความรู้ที่มาฟรีเป็นแถว โดยเฉพาะนักศึกษาจีนเนื่องจากการแข่งขันเมื่อจบมาหางานทำสูงมาก และ ผมว่าในไทยก็ไม่น้อยไปกว่าประเทศจีนเท่าไหร่ในการสรรหาผู้จบออกมาและมีคุณภาพ....
2leep.com