แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด

2554-07-31

ห้วงยามแห่งกาลคิดคำนึง



ความสุขคืออะไร ?
ความทุกข์ คืออะไร ?
......................................

ฉันมองเหรียญหนึ่งบาทที่อยู่ในมือของตัวเอง
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้อดอกไม้หนึ่งดอก
ฉันยิ้ม.
......................................

เหรียญเดียวกันที่อยู่ในมือ
จินตนาการว่าจะนำมันไปซื้ออะไรได้
เหรียญบาทเดียวจะไปมีค่าอะไร จะซื้ออะไรได้
แค่คิดก็เศร้าแล้ว.
.....................................

คนจำนวนมากไม่ได้ “ทุกข์” เพราะ “ไม่มี”
แต่ “ทุกข์” เพราะ “มีไม่พอ”


ธันยา จุฬาลักษณ์
เชียงใหม่ ,ประเทศไทย

...........................................................



น้ำตาล.....
ถ้าเรากินน้ำตาลก่อน กินขนมทีหลัง
ขนมจะไม่หวาน....
เด็กคนหนึ่งร้องไห้เสียงดัง
ถ้าได้เห็นเด็กอีกคนหนึ่งร้องไห้เสียงดังกว่า
เด็กที่ร้องไห้คนแรกจะหยุดร้อง
....คนที่กำลังมีความทุกข์
ถ้าได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่นว่ามีมากกว่าตน
ความทุกข์ของเขาจะเบาบางลง


จากหนังสือ – นั่งคุยกับความตาย
เขียนโดย – เชิด ทรงศรี


………………………………………….



ความสุขก็คล้ายๆกับสวนที่ได้รับการจัดแต่งอย่างสวยงาม
ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนสวนลงมือปลูก
รดน้ำ พรวนดิน และนำไปตกแต่งให้สวยงาม
....ความสุขก็เช่นเดียวกัน
เราต้องหล่อเลี้ยงมันขึ้นมา

คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………………



คนเราจะมีลิ้นชัก 3 ใบ ในการจัดเก็บข้อมูล
ลิ้นชักแรก “ใช่”
ลิ้นชักที่สอง “ไม่ใช่”
และลิ้นชักที่สาม “ไม่แน่ใจ”
ทุกข้อมูลที่เข้าสู่การรับรู้ของเรา จะถูกบรรจุใน 3 ลิ้นชัก
คนที่มีความสุขกับชีวิต ต้องมีลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ใหญ่ที่สุด
ข้อมูลที่เข้ามา ถ้าชัดเจนว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
ให้ใส่ไว้ในลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ก่อน
อย่าด่วนสรุปเป็นอันขาด...
สะสมแต้มไปเรื่อยๆ จนชัดเจนระดับเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว
ค่อยโยกย้ายข้อมูลไปสู่ลิ้นชัก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
หลักคิดแบบนี้ทำให้เราไม่ตัดสินคนเร็วเกินไป
ความทุกข์จะเดินทางช้าหน่อย
คนเราที่ทุกข์ส่วนใหญ่
เกิดจากการรีบสรุป ทั้งที่ข้อมูลไม่ชัดเจน
ถ้าลองขยายลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นสิครับ
บางที “ความทุกข์” อาจน้อยลง
และเราจะมี “ความสุข” มากขึ้น

จากหนังสือ – ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า
เขียนโดย – หนุ่มเมืองจันทร์

………………………………………………….



ความสุข คือ การอยู่ด้วยสติรับรู้
มีความสุข ก็คือ การรู้จักตัวเอง
การมีสติรับรู้ช่วยให้เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ไม่มีความสุขได้...
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม
คนที่มีความกังวลจึงไม่มีความสุข
เราต้องเข้าใจว่า ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา
และเราไม่จำเป็นต้องมีความสุขอยู่เสมอ
...และต้องคิดให้ได้อย่างนั้น


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

………………………………………………



พวกเราแต่ละคนมีความคิดที่ตายตัว
ต่อสิ่งที่เรียกว่า....ความสุข
ความสุขเป็นเรื่องที่ดูขัดแย้งกันและรุนแรง
พูดถึงความสุข...
มันทำให้เราต้องนึกถึงความทุกข์และความตายด้วย
แต่ความสุขก็เป็นเรื่องที่สร้างความหงุดหงิดได้เช่นกัน
เพราะผู้ที่ไม่มีความสุขจะรู้สึกรำคาญ
คนที่กำลังค้นหาความสุขหรือค้นพบความสุขแล้ว


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546

......................................................



การหวนนึกถึงอดีต
สามารถทำให้รู้สึกมีความสุขได้
แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ


คริสตอฟ อ็องเดร (จิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส)
จากนิตยสาร – madame figaro
ฉบับเดือนตุลาคม 2546


………………………………………………….



ผมเชื่อว่ามันต้องมีผลกับคนอื่นๆ
เหมือนแดดที่มีอิทธิพลกับผม
เหมือนหิมะที่มีอิทธิพลกับคนเมืองหนาว
ถ้าผมเศร้า....
ความเศร้าของผม จะกระจายไปยังคนข้างๆ
ถ้าผมสุข....
พอผมพูดถึงความสุขกับใคร
คนคนนั้น...ก็น่าจะมีความสุขด้วย
ยกเว้นไอ้หมอนั่นมันเศร้าจริงๆ...ก็ช่วยไม่ได้


อารักษ์ อาภากาศ (นักร้อง,นักดนตรี)
จากนิตยสาร – Open ฉบับที่ 36

……………………………………….



เวลาสุขแล้วไม่ต้องคิดถึงอะไรหรอก....มันสุขแล้วนี่
เวลาทุกข์นี่สิ....ถึงได้คิดว่าทุกข์อย่างไร
เราเชื่อในสิ่งไหน เราเชื่อในอะไร
อย่างถ้าเป็นชาวพุทธ
ก็อาจคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์
ก็บอกว่า...ทุกข์มันเป็นเรื่องปรกติ
ชีวิตมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว
ฉะนั้น...ก็ต้องหาทางไป
มันไม่มีใครในชีวิตมีสุขตลอด

รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร
(อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

.....................................................



เราควรจะรู้จักว่า...ความสุขนั้นคืออะไร
เรามักจะปะปนกันว่า ความสุขกับความสนุก
....มันไม่เกิดจากอะไรเลย
มันเกิดจากจิตใจของเราทั้งนั้น
คิดได้แค่นี้....ก็คงคุมสติอยู่


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
(เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

………………………………………………………



เวลาแย่ๆ...
ก็รู้สึกว่ามันเป็นอีกหน้าหนึ่งของความสุขน่ะนะ
มันก็พลิกไปพลิกมาอยู่เรื่อยๆ
สุขกับทุกข์....เป็นเรื่องธรรมดา
ทุกอย่างมีหน้าหนึ่ง....มันก็ต้องมีอีกหน้าหนึ่ง


คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (รัตนิน)
(ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน)
จากนิตยสาร – ดิฉัน ฉบับที่ 637

…………………………………………….



จิตใจเหมือนสวนที่ใส่ปุ๋ยพรวนดินไว้อย่างดี
ทุกสิ่งที่คุณปลูกลงไป ล้วนแต่เจริญงอกงามทั้งสิ้น
ดอกไม้สวย....หรือความเศร้า
ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่สดสวย หรือความสำเร็จ
หรือความคิดทางลบ เช่น ความทุกข์ อึดอัด
ความอัดอั้นตันใจ
อย่าให้ความคิดทางลบเข้าสู่จิตใจของคุณเป็นอันขาด
เพราะมันจะอุดความมั่นใจของคุณจนตันหมด


บรู๊ซ ลี (นักแสดงชาวจีน)
จากหนังสือ – เซน ในศิลปะการต่อสู้
เขียนโดย – Joe Hyams
แปลโดย – วันทิพย์ สินสูงสุด

…………………………………………………



สำหรับฉันแล้ว
ความสุข...ไม่ใช่การที่จะต้องยิ้มตลอดเวลาหรอก
แต่ทว่า.... ความสุขนั้นคือ การที่ฉันสามารถยิ้มได้
โดยรู้ว่า ฉันรู้สึกอยากจะยิ้มต่างหาก


จากหนังสือ – แง่คิด เพื่อชีวิต
เขียนโดย – เศรษฐวิทย์

…………………………………………………..



ถ้าความทุกข์... คือ ตำรับตำรา
วิชาความทุกข์ ก็ให้ประโยชน์มากกว่า วิชาความสุข
หากใครสักคนจะเรียนเรื่องทุกข์อย่างตั้งอกตั้งใจ....
แต่พวกเราส่วนใหญ่
มักทำข้อสอบความทุกข์ไม่ได้
และลงเอยด้วยการสอบตกเสมอ


เขียนโดย – ญามิลา
จากนิตยสาร – ขวัญเรือน ฉบับที่ 762

…………………………………………………..



เลิกคิดว่า ความสุขของชีวิต คือ ความสงบ
และความสงบ...ก็คือ การอยู่คนเดียว
.....คุณกำลังทำร้ายตัวเอง
ความเอิกเกริก...ไม่ใช่ความวุ่นวายของชีวิตเสมอไป


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


…………………………………………………….



เมื่อเรารู้สึกทุกข์ทนจากการสูญเสีย
มันให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะตีค่า...สิ่งที่ยังคงอยู่


จากหนังสือ – ความสุขอยู่ที่ไหน ?
เขียนโดย – ดร.ครองขวัญ ไชยธรรมสถิต


..................................................



ถ้าคุณปล่อยให้ความเครียดทำลายชีวิตคุณต่อไปละก็
มันจะมีประโยชน์อะไรละครับ
หากคุณได้สิ่งที่พยายามไขว่คว้ามาครองได้ดังใจ
แต่กลับไม่มีความสุขในหัวใจเลย....แม้สักนิดเดียว


จากหนังสือ – โจ๊กเขย่ากึ๋น
เขียนโดย – นายจิ้งเขียว

…………………………………………………….



ตาบอด...มิได้ทำให้เกิดทุกข์อย่างใดเลย
หากทุกข์....
อยู่ที่ไม่สามารถจะอดทนต่อสภาพคนตาบอดต่างหาก


จอห์น มิลตัน (กวีชาวอังกฤษ)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

……………………………………………….



กฎ 3 ขั้น เพื่อทำลายนิสัยชอบมีทุกข์ คือ
กฎที่ 1 . ค้นหาความจริงให้ชัดแจ้งว่าปัญหาอะไร
ที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์
กฎที่ 2 . ค้นหาสาเหตุ ที่ทำให้ท่านเกิดปัญหานั้น
กฎที่ 3 . ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในทันที
เพื่อแก้ปัญหานั้น


ศาสตรจารย์ ดุ๊ก แบร์ด (อาจารย์ชาวอเมริกัน)
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
เขียนโดย – Dele Carnegie
แปลโดย – อาษา ขอจิตต์เมตต์

…………………………………………………………



โปรดจำไว้ว่า...
ถ้าท่านทุกข์ถึงสิ่งต่างๆเมื่อวานนี้
วันนี้...จะกลายเป็นวันพรุ่งนี้
จงถามตนเอง...ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า
สิ่งที่ฉันกำลังทุกข์ จะเกิดขึ้นจริงๆ ?


จากเรื่อง –
ข้าพเจ้าประสบความเดือดร้อนสำคัญๆ 6 ประการ
จากหนังสือ – วิธีชนะทุกข์ หยุดปมด้อย
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
แปลโดย – ปิยะนาฎ คาร์เตอร์

……………………………………………………



ในการจะค้นพบ
ความสุขที่แท้จริงในชีวิต
...เราต้องรู้จักตัวเอง


จากภาพยนตร์เรื่อง - Sunshine




กลไกการป้องกันตัวเอง


กลไกการป้องกันตัวเอง ( Defense Mechanism) ไม่ใช่ความผิดปกติ เพราะ เป็นการปรับตัวของ Ego ( 1 ในโครงสร้างทางจิตใจ มีหน้าที่จัดการ ประนีประนอมแรงผลักดัน ความต้องการต่างๆ กับ ระเบียบ ความถูก-ผิด ข้อจำกัดจากสภาพข้อเท็จจริงภายนอก) เพื่อให้จิตใจกลับสู่ภาวะสมดุล

แต่ ถ้าใช้กลไกทางจิตแบบเดิมๆอยู่เสมอ วนเวียนจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ หรือไม่เหมาะสมตามวัย ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาหรือจิตพยาธิสภาพตามมาได้ค่ะ

ถึงเวลามารู้จักกลไกการป้องกันตัวเองกันแล้วนะคะ ว่ามีกี่แบบ อะไรบ้าง…พิมพ์นิยมของกลไกการป้องกันตัวเองมีดังนี้ค่ะ

1. กลไกการป้องกันตัวเองที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Defenses ) เป็นระดับสูงที่สุด ถือว่าถ้าใช้กลไกกลุ่มนี้แล้วจะนำไปสู่การปรับตัว และมีสุขภาพจิตดี ซึ่งตามความเป็นจริงกลไกเหล่านี้ก็มีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนความรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อใช้แล้วผลที่ได้มักก่อให้เกิดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งตนก็เลยหยวนๆว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในทั้งหมด มีอยู่ 9 อย่าง แต่จะยกมาเป็นน้ำจิ้มแค่ 3 คือ

ก. การทดเทิด ( Sublimation ) หมายถึง เปลี่ยนความรู้สึกหรือแรงผลักดันให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับ เช่น นายดำชอบความรุนแรง ก้าวร้าวเลยไปเรียนชกมวย หรือกระเทยมักมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่โดดเด่น เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคม

ข. การกดระงับ ( Suppression ) หมายถึง จัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการใช้วิธีเก็บปัญหาเอาไว้ก่อน ฝากไว้ในระดับจิตสำนึก เช่น กังวลใจหลังสอบ เพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ แต่บอกกับตัวเองว่าถึงกังวลไปก็ทำอะไรไม่ได้ รอผลสอบออกมาแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ค. อารมณ์ขัน ( Humor ) หมายถึง การใช้อารมณ์ขันเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดออกมา โดยที่ตนก็ไม่รู้สึกอึดอัด และเป็นผลดีต่อผู้อื่น บางครั้งความตลกขบขันก็ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และทนต่อสภาพที่น่าหวาดกลัวได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างก็เช่นพี่ฑูร อัยการชาวเกาะผู้น่ารัก หรือพี่ตึ๋งจอมป่วนของเราไงคะ

ที่เหลือก็มี การคาดการณ์ ( Anticipation ) , การเห็นประโยชน์ผู้อื่น ( Altruism ) , การยืนหยัดด้วยตัวเอง ( Self - Assertion ) , การบำเพ็ญตบะ ( Ascetism ) , การเป็นสมาชิก ( Affilliation ) , และ การสังเกตตัวเอง ( Self - Observation )


2. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคประสาท ( Neurotic Defenses ) เป็นกลไกทางจิตที่ปรับตัวไม่ดีเท่ากลุ่มแรกและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจบางอย่าง โดยเฉพาะอาการของโรคประสาท มีอยู่ 14 ชนิด ยกมาเสริฟแค่ 3 พอค่ะ

ก. การเก็บกด ( Repression ) หมายถึง เก็บกดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการที่ตนเองยอมรับไม่ได้ไว้ในระดับจิตไร้สำนึก ผลของการเก็บกดคือ “ลืม” เช่น ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยถูกข่มขืนตอนอยู่ชั้นประถมฯ จนกระทั่งได้อ่านไดอารี่ของแม่

ข. การเคลื่อนย้าย ( Displacement ) หมายถึง การเปลี่ยนเป้าหมายที่ีตนเองเกิดความรู้สึกไปยังที่อื่น ซึ่งมีผลเสียน้อยกว่า เช่น ถูกหัวหน้าตำหนิรู้สึกโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ กลับมาฉุนเฉียวกับคนที่บ้าน

ค. การใช้เชาวน์ปัญญา ( Intellectualization ) หมายถึง หันเหความสนใจไปสู่การใช้ความคิด ปรัชญาต่างๆ เพื่อเลี่ยงการเผชิญกับสิ่งที่ไม่สบายใจ เช่น ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลที่แพ้ หลีกเลี่ยงความรู้สึกว่าตนเองแย่ โดยการหันมาสนใจรายละเอียดเรื่องการวางแผนและขั้นตอนที่บกพร่อง กลไกอันนี้ความจริงเป็นสิ่งดี แต่มีทางแพร่งที่อาจทำให้เป๋ค่อนข้างเยอะเลยถูกจัดให้เป็นกลุ่มรองลงมา ไม่ใช่ดี 1 ประเภท 1 55555555555

ที่เหลือก็เช่น การกระทำที่ตรงกันข้าม ( Reaction - Formation ) , การปลดเปลื้อง ( Undoing ) , การกำหนดรู้ภายนอก ( Externalization ) , การยับยั้งจุดหมาย ( Aim Inhibition ) , การแตกแยก ( Dissociation ) , การแยกอารมณ์ ( Isolation of Affect ) , การควบคุม ( Controlling ) , การให้ความสำคัญทางเพศ ( Sexualization ) การแปรเปลี่ยน ( Conversion ) , การเลียนแบบ ( Identification ) และ การทำให้เป็นสัญลักษณ์ ( Symbolization )


3. กลไกป้องกันตนเองแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะ ( Immature Defenses ) เป็นกลไกที่นำไปสู่ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและมักก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นด้วยสิคะ มีประมาณ 19 ชนิด ยกมา 3 เหมือนกัน อิอิอิ

ก. การปฏิเสธ ( Denial ) หมายถึง หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริงที่ทนรับไม่ได้โดยปฏิเสธการรับรู้ เช่น แพทย์แจ้งว่าเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยไม่เชื่อและไม่สนใจในสิ่งที่แพทย์แนะนำ

ข. การโทษผู้อื่น ( Projection ) หมายถึง การโยนความรู้สึกหรือความต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็นของผู้อื่น เช่น ไม่ชอบหัวหน้างาน แต่เกิดความรู้สึกว่าหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ไ่ม่ไว้ใจตนเอง หรือนักเลงสนุ้กเกอร์เล่นแพ้บอกว่าเป็นเพราะสักหลาดชื้นและฝืดเกินไปทำให้ลูกไม่วิ่ง

ค. การหาเหตุผลเข้าข้างตน ( Rationalization ) หมายถึง การหาสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายความคิด หรือการกระทำของตนเองที่จิตใจยอมรับไม่ได้ บางครั้งก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอาไว้ไม่ให้เสียหน้าหรืออับอาย เช่น ผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงาน บอกกับเพื่อนว่า อยู่คนเดียวสบายใจกว่า ชีวิตแต่งงานไม่เห็นมีความสุขอะไรเลย ^ ^ … กลไกการป้องกันตัวข้อนี้มีชื่อเล่นว่า”แถ” ค่ะ เพราะบางทีฟังแล้วข้างๆคูๆชอบกล

อย่างอื่นก็เช่น การทำให้คุณค่าลดลง ( Devaluation ) , ความยิ่งใหญ่ ( Omnipotence ) , เพ้อฝัน ( Fantasy ) , การแบ่งแยก ( Spiltting ) , การพุ่งเข้าหาตัวเอง ( Introjection ) , การถดถอย ( Regression ) , การบ่นว่าไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ( Help - Prejecting Complaining หุหุหุ ) ฯลฯ


4. กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคจิต ( Psychotic Defenses ) หึหึหึ เป็นกลไกแบบต่ำสุด เมื่อใช้แล้วมักทำให้เกิดการปฏิเสธและบิดเบือนความจริง มี 3 แบบ คือ การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ), การปฏิเสธแบบโรคจิต ( Psychotic Denial ) และการบิดเบือนแบบโรคจิต ( Psychotic Distortion ) แต่ยกมาอธิบายเพียง 1 คือ….

การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ) หมายถึง การใช้กลไกแบบโทษผู้อื่น อย่างรุนแรงจนเกิดการสูญเสียการทดสอบความจริง และมีอาการหลงผิดร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่จนมีคนลอบสังหาร และติดตามตัวเขาได้เนื่องจากมีผู้กระจายข่าวอยู่ในปาก … ^ ^




ตัวอย่างการใช้กลไกการป้องกันตัวเองจนเป็นนิสัยและอาจเกิดปัญหา

1. Repression เก็บกด…ใช้บ่อยๆจะกลายเป็นคนขี้ลืม และไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา

2. Fantasy เพ้อฝัน…ใช้บ่อยๆจะทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ขวนขวาย

3. Rationalization …การอ้างเหตุผล (แถ) ถ้าใช้บ่อยๆจนชินมีโอกาสพัฒนาเป็น Projection (โทษผู้อื่น) ได้ง่ายดายมากค่ะ

4. Displacement …การเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สิ่งที่มีผลเสียน้อยกว่า กลไกชนิดนี้มักพบบ่อยในผู้ป่วย Phobic Neurosis( โรคประสาทกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุผล)

5. Projection… โทษผู้อื่น ใช้บ่อยๆจะก้าวร้าว ไม่รู้จักแก้ไขปัญหา ขาดความรับผิดชอบ สุกเอาเผากิน


จะเห็นว่ากลไกการป้องกันตัวเองมีทั้งด้านบวกและด้านลบ และบางครั้งก็ใช้ร่วมกันได้มากกว่า 1 แบบ / 1 สถานการณ์

ด้านบวก คือ…ทำให้จิตใจหายวิตกกังวล

ด้านลบ คือ…ส่วนใหญ่ ไม่ได้ช่วย แก้ไขปัญหา…แถมถ้าใช้บ่อยๆจนเป็นนิสัย จะกลายเป็นปัญหาอย่างมากตามมาได้

ดังนั้น รู้ทันมันนะคะ ถ้าสำรวจพบว่าใช้กลไกการป้องกันตัวเองที่ไม่ค่อยเหมาะสมบ่อยๆก็พยายามลด ละ เลิก เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวค่ะ

2554-07-29

ทัศนะต่อ “ผู้นำแห่งอนาคต”


  


โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล

สตีเฟน อาร์ โควีย์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง “อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูง” เขาได้เขียนบทความ เรื่อง “THREE ROLES OF THE LEADERS” (บทบาท 3 ด้านของผู้นำ) ในหนังสือรวมบทความเรื่องผู้นำแห่งอนาคตที่มูลนิธิปิเตอร์ ดรักเกอร์ จัดพิมพ์ขึ้น


บทความนี้เสนอว่า ผู้นำในอนาคตจะเป็นคนซึ่งสร้างวัฒนธรรมหรือระบบคุณค่าที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการ เช่นการมอบหมายอำนาจให้คนอื่น (EMPOWERMENT) การสร้างความไว้วางใจ, ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเหมาะสำหรับโลกสมัยใหม่ที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์, ความกล้าหาญ, ความนอบน้อมถ่อมตัวที่จะเรียนรู้และเจริญงอกงาม ผู้นำจึงจะสามารถสร้างวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้นได้


คนที่มีอารมณ์ผูกพันในการอยากเรียนรู้สูง ด้วยการสนใจฟัง, มองเห็นแนวโน้มที่กำลังปรากฏขึ้น, ประเมินความสำเร็จและความล้มเหลว, รู้จักสรุปบทเรียนอย่างมีมโนธรรมสำนึก จะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่นอย่างยาวนาน ผู้นำเหล่านี้จะไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่จะยินดีต้อนรับการเปลี่ยนแปลง


โลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น และมีพลังในการแข่งขันพลังใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ระบบการแข่งขันในตลาดเรียกร้องให้การจัดองค์กรต้องเปลี่ยนแปลง องค์กรธุรกิจถูกเรียกร้องให้ต้องผลิตสินค้าและบริการทีมีคุณภาพสูงและส่งต่อให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว, เป็นมิตร และอย่างคล่องตัวยืดหยุ่น


การที่จะทำเช่นนั้นได้ องค์กรธุรกิจจะต้องรู้จักมอบหมายอำนาจให้พนักงานได้รับผิดชอบ (EMPOWER) ด้วยตัวเขาเองเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แม้องค์กรธุรกิจหลายพันหลายหมื่นองค์กรพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้น แต่มีส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จ ปัญหาสำคัญ คือ คนในองค์กรขาดความเชื่อถือไว้วางใจ (TRUST) กันและกัน


เศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันสูงเรียกร้องให้เราตระหนักว่าหลักการ เช่นการรู้จักมอบอำนาจให้พนักงานรับผิดชอบด้วยตัวเองมากขึ้น (EMPOWEREMENT) ความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ คือ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดผลงานที่ดีที่เป็นเป้าหมายทุกองค์กรต้องการ


ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือผู้นำที่ยึดถือการนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง พวกเขารู้ว่า เราทุกคนต่างขึ้นอยู่กับกฎธรรมชาติ หรือหลักการที่เป็นผู้บงการควบคุม (GOVERNING PRINCIPLES) ที่ทำงานอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะตระหนักถึงหลักการเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม


ดังนั้น การจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ จึงขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับหลักการ เช่นความเที่ยงธรรม, การยินดีในการให้บริการ, ความเสมอภาค, ความยุติธรรม, คุณธรรม, ความซื่อตรง และความเชื่อถือไว้วางใจ


หลักการเหล่านี้เป็นหลักการที่ให้ประโยชน์เห็นได้ชัดเจนในตัวมันเอง เราสามารถพิสูจน์ได้โดยลองคิดดูซิว่ามีสังคมไหน องค์กรไหน ครอบครัวไหนมีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จได้ ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักการข้างต้น


หลักการที่ถูกต้องช่วยชี้ทางแก่เรา มันจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนย้ายไปจากเดิม มันจะชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้เราอยู่เสมอ


ดังนั้น การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรามีความมั่นใจ, ความมั่นคง, อำนาจ, การรู้ทิศทาง, และปัญญาในการบริหารจัดการกับความต้องการที่จำเป็นและโอกาสของโลกยุคปัจจุบัน


บทบาทของผู้นำ


การนำแบบมีหลักการเป็นศูนย์กลาง อาจจะแบ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานได้ 3 ข้อ คือ


1. การหาหนทางไป (PATHFINDING) เนื้อหาที่สำคัญของการหาหนทางไป คือ การมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เรียกร้องและท้าทาย การหาหนทางไป คือการทำให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกตื่นเต้นต่อเป้าหมายที่สูงค่า ในนามของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียคนอื่น ๆ


การหาหนทางไป จะผูกพันระบบค่านิยมและวิสัยทัศน์ของคุณให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์


2. การเป็นเครือข่ายพันธมิตร (ALIGNING) ประกอบด้วย การทำให้แน่ใจว่าโครงสร้าง, ระบบ และกระบวนการการทำงานของคุณ เป็นปัจจัยที่จะทำให้พันธกิจ และวิสัยทัศน์ประสบความสำเร็จได้จริง ซึ่งหมายถึงว่า 3 เรื่องแรก(โครงสร้าง, ระบบ, กระบวนการทำงาน)จะไม่เข้าไปแทรกแซง, ไม่แข่งขันและไม่ครอบงำ 2 เรื่องหลัง(พันธกิจและวิสัยทัศน์)


จุดคานงัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น เมื่อผู้คนมาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับพันธกิจ, วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของคุณ คุณจะมีเครือข่ายพันธมิตร เมื่อคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในความผูกพันที่ทรงพลัง ที่จะช่วยกันทำให้วิสัยทัศน์ของกลุ่ม, องค์กร, ชุมชนเป็นความจริง และเมื่อคุณเชื้อเชิญพวกเขาให้มาช่วยกันปรับปรุงโครงสร้างและระบบ


3. การกระจายมอบหมายอำนาจความรับผิดชอบให้คนอื่น (EMPOWERING) ผู้คนนั้นมีความสามารถ, ความช่างคิด, ความฉลาด, และความคิดสร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่มักซ่อนอยู่ ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา ต่อเมื่อทุกคนได้เข้าร่วมกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ขององค์กร, คุณก็จะเริ่มสร้างพันธกิจร่วมกันกับพวกเขา เป้าหมายและพันธกิจของคนแต่ละคนจะผสมกลมกลืนเข้ากับเป้าหมายและพันธกิจขององค์กร


นั่นก็คือการจุดประกายเพื่อปลดปล่อยให้ความสามารถและความช่างคิดของคนทั้งหลายหลั่งไหลออกมา พวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บริการลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียให้ดีขึ้น


การนำในชุมชน


ในสังคมสมัยใหม่ ยาเสพติด, แก๊งเด็กเกเรอันธพาล ความไม่รู้หนังสือ, ความยากจน, อาชญากรรม, ครอบครัวแตกแยก กำลังทำให้สังคมเกิดความเสี่ยงสูงในทุกมิติ


ผู้นำแห่งอนาคตตระหนักว่า รัฐบาลและกลุ่มทางสังคมที่มีบทบาทอยู่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาต้องการเครือข่ายของคนที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่กว้างขวางกว่าที่เรามีอยู่ เราจะต้องหาทางทำให้ทุกคนในชุมชนมีจิตสำนึกความรู้สึกรับผิดชอบ และเป็นผู้พิทักษ์ดูแลชุมชน


เราจะต้องสร้างให้เด็กเยาวชนมีจิตสำนึกความรับผิดชอบในทำนองนี้ด้วย คุณควรเริ่มด้วยการทำตัวให้เป็นแบบอย่างต่อคนในครอบครัวของคุณ ตอนนี้คุณช่วยเหลือชุมชนในด้านใดอยู่หรือไม่? คุณพยายามจะทำความเข้าใจปัญหาของชุมชนและดูว่าคุณจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนอยู่หรือไม่? คุณพยายามจัดการให้บริการแก่ครอบครัวใหญ่ทั้งหมดหรือไม่?


เราจะต้องสร้างวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมที่ดีขึ้นกว่าเดิม และช่วยทำให้สิ่งนี้เกิดเป็นจริงขึ้น


อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูงที่โควีย์เคยเสนอไว้ซึ่งน่าจะเป็นอุปนิสัยสำหรับผู้นำด้วยคือ


1) เป็นคนริเริ่มลงมือทำเองในเชิงรุกและรับผิดชอบ


2) มีเป้าหมายในชีวิต


3) รู้จักเลือกทำสิ่งที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมาย


4) คิดแบบใจกว้าง มุ่งความร่วมมือให้ได้รับชัยชนะร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย


5) เป็นผู้รับฟังที่ดี พยายามเข้าใจคนอื่น


6) หาทางออกเพื่อประโยชน์ร่วมกันแบบทวีคูณ


7) ลับเครื่องมือของมนุษย์เรา คือพลังขับทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจให้คมอยู่เสมอ


“เมื่อสมาชิกในทีมมองเพื่อนร่วมทีมด้วยความนับถือในกันและกัน, ความแตกต่างของสมาชิกแต่ละคนจะถูกใช้ประโยชน์ และกลายเป็นจุดแข็งมากกว่าที่จะเป็นจุดอ่อน. บทบาทของผู้นำคือการสร้างความนับถือในกันและกันของคนในองค์กรและสร้างทีมที่จะสนับสนุนกันและกัน ทำให้จุดแข็งเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น และทำให้จุดอ่อนเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย”


สตีเฟน โควีย์ (1932- )


2leep.com