2554-07-29

FOLLOW YOUR HEART




1. เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ และโลกนี้คือครูของเรา

2. โลกนี้มิได้ชอบพอใครเป็นพิเศษ

3. ชีวิตเป็นเสมือนกระจกสะท้านความเชื่อของคุณ

4. เมื่อใดที่คุณยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นคน เงินทอง หรืออะไรก็ตาม
 เมื่อนั้นคุณกำลังทำให้สิ่งเหล่านั้นพังพินาศลง

5. หากคุณมุ่งมั่นในสิ่งใด สิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง

6. ก้าวไปตามใจฝัน

7. พระเจ้าไม่มีวันเสด็จลงมาจากสวรรค์ และตรัสว่า “บัดนี้เจ้าได้รับอนุญาตให้ประสบความสำเร็จแล้ว”

8. หากคุณต่อสู้กับชีวิต ชีวิตจะชนะเสมอ

9. คุณควรจะรักผู้อื่นอย่างไร เพียงยอมรับอย่างที่พวกเขาเป็นก็พอแล้ว

10. ภารกิจในชีวิตของคุณมิใช่การเปลี่ยนแปลงโลก ภารกิจของคุณคือ การเปลี่ยนแปลงตนเอง

บทที่ 1 เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้และโลกนี้คือครูของเรา “เมื่อใดก็ตามที่เรายังไม่เข้าใจในบทเรียน เราจะต้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอเราเรียนรู้และสอบผ่าน เราจะได้เรียนรู้บทเรียนต่อไป (และโรงเรียนโลกาศึกษานี้ มีอะไรให้เรียนรู้ไม่มีวันจบ)”

อยู่ตรงหน้า แต่กลับมองไม่เห็น...เมื่อเราพร้อมที่จะรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แสดงว่าเราได้ก้าวไปสู่อีกจุดในชีวิต แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นอาจมีอะไรบางอย่างซึ่งแม้จะอยู่ตรงหน้า แต่เราเองกลับมองไม่เห็น

ทำไมชีวิตนี้ต้องมีโชคร้าย

ส่วนใหญ่เราจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเมื่อตอนที่เราเจอเคราะห์ร้ายแบบเต็ม ๆ เพราะว่าการอยู่อย่างเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรทำได้ง่ายกว่า เรามักทำสิ่งต่าง ๆ แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเราทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป

คนที่มีประสิทธิภาพนั้นจะไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาประสบปัญหา พวกเขาจะถามตัวเองว่า “ฉันจะต้องแก้วิธีการคิดหรือสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างไรดี ทำอย่างไรฉันถึงจะดีขึ้นกว่านี้” ในทางตรงกันข้าม ผู้แพ้มักเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัย พอเกิดเหตุการณ์ขั้นวิกฤต พวกเขาจะเฝ้าแต่สงสัยว่า “ทำไมเรื่องร้าย ๆ ต้องเกิดกับฉันด้วย”

บทเรียนชีวิต

มนุษย์เราแต่ละคนจะได้รับบทเรียนเฉพาะตัวซึ่งแตกต่างกันไป เรามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อบทเรียนต่าง ๆ ได้สามทาง

1 ชีวิตได้เตรียมบทเรียนซึ่งฉันต้องเรียนรู้ไว้แล้วอย่างเป็นลำดับอันเหมาะสม
(วิธีคิดอย่างนี้ให้ผลดีต่อสุขภาพและใจมากที่สุด เกิดความสบายใจมากที่สุด)

2 ชีวิตเหมือนการเล่นล๊อตเตอรี แต่ฉันก็พร้อมที่จะทำให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
(ทางเลือกนี้ดีเป็นอันดับสองรอง ถ้าเลือกทางนี้ชีวิตจะมีคุณภาพในระดับปานกลาง)

3 ทำไมเรื่องร้าย ๆ ถึงเกิดขึ้นแต่กับฉัน
(คิดอย่างนี้รับรองว่าจะได้พบกับความอึดอัดคับแค้นใจล้วน ๆ ไม่มีปลอมปน)
บทเรียนชีวิตนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด เว้นเสียแต่ว่าเราได้เรียนรู้และสอบผ่านบทเรียนนั้นแล้วเท่านั้น บทเรียนนั้นจึงจะจบลง มิฉะนั้นเรายังคงได้รับบทเรียนนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อถูก ลงโทษ เราอยู่บนโลกนี้เพื่อได้รับ บทเรียน ทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราต่างมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนเราได้ และความโชคร้ายนั้นมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนวิธีการคิดของเรามากที่สุด ดังนั้น จงใช้ชีวิตราวกับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีจุดมุ่งหมาย แล้วชีวิตของคุณจะมีเป้าหมาย ลองไตร่ตรองดูว่าเพราะเหตุใดบทเรียนหนึ่ง ๆ หรือประสบการณ์หนึ่ง ๆ จึงเกิดขึ้นกับคุณ จงหาทางรับมือกับมัน แล้วคุณจะสอบผ่านโดยไม่ต้องเรียนรู้มันอีก

บางทีถ้าย้ายที่อยู่ ฉันอาจจะเริ่มต้นใหม่ได้

โดยปกติสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นใหม่ คือสถานที่ที่คุณกำลังอยู่ และก่อนจะเปลี่ยนที่อยู่ ลองพิจารณาเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองเสียก่อน

บทเรียนที่เรากลัว

วิธีเดียวที่จะเอาชนะความกลัวได้คือการเผชิญหน้ากับมัน เพราะประสบการณ์ชีวิตมากมายที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้มักเกิดขึ้นกับเรา ทำให้เราหนีไม่พ้นและเราต้องเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวเสมอ

ตัวเราเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเราความคิดของเราดึงดูดและสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้น เมื่อเราเปลี่ยนไป ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ต่างออกไปด้วยเช่นกัน จนกว่าเราจะเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นหนี้ การทำงาน หรือการมีคนรัก ไม่เช่นนั้นเราก็จะ ก ) ต้องติดค้างอยู่กับบทเรียนนั้น หรือไม่ก็ ข ) ต้องได้รับบทเรียนเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีกในรูปแบบที่ต่างกันออกไป

ชีวิตดำเนินไปแบบนี้แหละครับ แรก ๆ เราจะถูกก้อนกรวดเล็ก ๆ กระเด็นใส่เหมือนสัญญาณเตือนภัย ถ้าเราไม่ใส่ใจก้อนกรวดเหล่านั้น เราจะถูกก้อนอิฐแทน หากไม่สนใจก้อนอิฐอีก เราจะถูกหินก้อนมหึมาหล่นทับได้ หากเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะเห็นว่ามีตอนไหนบ้างที่เราเพิกเฉยสัญญาณเตือนภัยเหล่านั้น แล้วเราจะไม่สงสัยอีกต่อไปว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา”

ใช้ชีวิตไปเรียนรู้ไป

“คราใดที่เราดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวอเวจี
เมื่อนั้นเราจะค้นพบขุมทรัพย์แห่งชีวิต
ที่ที่เราสะดุดล้ม
ที่นั้นจะมีทรัพย์สมบัติเรียงรายรอเราอยู่
ถ้ำที่เราไม่กล้าที่จะเข้าไปข้างใน
อาจกลายเป็นแหล่งของสรรพสิ่งที่ซึ่งเราแสวงหา”

ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตคุณล้วนเป็นครูของคุณ แม้ว่าพวกเขาจะทำให้คุณแทบเป็นบ้าก็ตาม การที่พวกเขาเป็นครูของคุณนั้น ไม่ได้หมายความว่าเข้าต้องเป็นคนที่คุณชอบ แต่เขาเป็นครูของคุณเนื่องจากเขาช่วยให้คุณรู้ว่า ขีดจำกัดของคุณอยู่ตรงไหนและควรจะพัฒนาในจุดใดบ้าง

บทที่ 2 โลกนี้มิได้ชอบพอใครเป็นพิเศษ

“ความสำเร็จและความสุขของคุณขึ้นอยู่กับหลักการและกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติและยังขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้หลักการและกฎนั้นอย่างไร”

กฎแห่งเมล็ดพันธุ์

บทเรียนที่ได้จากการเพาะเมล็ดพันธุ์คือ คุณจะเก็บเกี่ยวผลได้ก็ต่อเมื่อคุณได้ลงแรงไปแล้ว คุณขุดพรวนดินและรดน้ำเมล็ดพันธุ์ (การลงแรง) รอคอยสักระยะหนึ่ง (ความอดทน) แล้ว คุณจึงเก็บผลผลิตได้ ดังนั้น กฎก็คือการลงแรง+ การอดทนรอ = ผลที่ได้รับ
อีกบทเรียนที่เราได้รับ คือ การหว่านเมล็ดพันธุ์สักหนึ่งกำมือไม่ได้หมายความว่า คุณจะเก็บเกี่ยวต้นถั่วได้ทั้งหนึ่งกำมือ ตอนเพาะถั่ว บางเมล็ดอาจถูกแดดเผาจนเกรียม บางเมล็ดอาจถูกลมพัดปลิวไป อาจมีแมลงมากิน นกคาบไปบ้าง สุดท้ายเหลือต้นถั่วแค่สองสามต้น แล้วเขาก็พ้อว่า “ไม่ยุติธรรมเลย” แต่นั่นแหละคือชีวิต

กฎแห่งเหตุและผล

ลองทำบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของเรา หากเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราอาจจะเริ่มเข้าใจว่าเรามีส่วนช่วยในสิ่งเหล่านั้นเกิดได้อย่างไร อย่ามัวแต่ไปกังขาว่ากฎธรรมชาตินี้ทำให้ชีวิตเพื่อนบ้านของคุณดีขึ้นได้อย่างไร คอยดูกฎแห่งเหตุและผลจากเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตของคุณเองดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับคนอื่น ความสำเร็จของคุณ หรือความผิดหวัง แล้วคุณจะสงบจิตสงบใจได้มาก

ยิ่งเก่ง เกมยิ่งยาก

เวลาเรียนหนังสือ เราเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่ง แล้วเลื่อนชั้นขึ้นประถมสอง สาม สี่ และสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ และหลักการพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการเล่น เรียน หรือการใช้ชีวิตก็คือ “ยิ่งคุณ เก่งขึ้น เกมก็ต้องยิ่ง ยากขึ้น”

แต่พอใช้ชีวิตมาเรื่อย ๆ ทำให้ลืมหลักการข้อนี้ เขาทำงานหาเงินผ่อนรถ เขาทำงานมายี่สิบปีแต่มีเงินเก็บแค่สิบห้าบาท เขาบ่นว่า “ถ้าผมมีเงินสักล้าน ผมคงจัดสรรเงินได้ดีกว่านี้แน่” ผิดครับ เป้าหมายในปัจจุบันของคุณคือเรียนรู้ที่จะเก็บเงินให้ได้สักห้าร้อยบาทแล้วเงินพันเงินหมื่นจะตามมา จากนั้นคุณค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยจนครบล้าน

โลกเรานี้ให้รางวัลแก่คนที่พยายามและลงมือทำ ไม่ใช่คนที่คอยแต่จะหาคำแก้ตัว

สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง

นักบริหารคนหนึ่งเล่าถึงเพื่อน ซึ่งเป็นผู้อพยพว่าได้งานแรกในสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ในขณะที่เขาไม่มีเงินเลย แถมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ เขาสมัครงานเป็นพนักงานล้างจานในภัตตาคารอิตาเลียนแห่งหนึ่ง ก่อนสัมภาษณ์งาน เขาเดินมุ่งไปที่ห้องน้ำของภัตตาคารแล้วขัดถูห้องน้ำจนสะอาด จากนั้นเขาใช้แปรงสีฟันขัดร่องกระเบื้องทุกแผ่นจนกระทั่งห้องน้ำนั้นสะอาดหมดจด ก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์ เจ้านายของเขาเกิดความงุนงงว่า “เกิดอะไรขึ้นกับห้องน้ำของเรา” นั่นเป็นวิธีที่เขาบอกเจ้านายโดยไม่ต้องพูดว่า “นายครับ ผมจริงจังกับงานล้างจานนะครับ”

เริ่มต้นทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณมีอยู่เสียแต่ตอนนี้ ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด แล้วโอกาสจะมาถามหาคุณเอง กระบวนการนี้คือ การทำให้ตัวคุณเป็นที่รู้จักพูดอีกอย่างก็คือเป็นการที่ “สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง”

หลักการหลอกกบ

นิทานเรื่องกบกับหม้อต้มน้ำ ซึ่งอธิบายถึงกฎของการเสื่อมถอย

เรื่องมีอยู่ว่า ถ้าคุณจับกบที่ฉลาดและสุขสบายดีมาตัวหนึ่งแล้วปล่อยมันลงไปในหม้อน้ำเดือด เจ้ากบนั้นจะทำอย่างไร มันก็กระโดดออกจากหม้อต้ม เจ้ากบจะตัดสินใจได้ในทันทีว่า “นี่มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ขอตัวก่อนดีกว่า”

แต่ถ้าคุณเอากบตัวเดียวหย่อนลงหม้อน้ำเย็น บรรจงตั้งหม้อน้ำบนเตา จุดไฟต้มน้ำช้า ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เจ้ากบได้นอนเล่นน้ำสบาย ไม่กี่นาทีต่อมามันอาจรู้สึกว่า “ชักจะอุ่น ๆ แฮะ” ไม่นานนักคุณจะได้กบต้ม

คติที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร ชีวิตเรานั้นดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป เราทุกคนถูกหลอกได้ วันละนิดวันละหน่อย แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็สายเกินไป ซึ่งเราไม่ได้ต่างอะไรจากเจ้ากบน้อย ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

ความมีวินัย“จงมีวินัยในตัวเอง ลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณไม่ชอบ แล้วคุณจะสามารถใช้ชีวิตทำสิ่งที่คุณพึงพอใจได้”

ความมีวินัยเป็นตัวสร้างความแตกต่าง ชีวิตเหมือนการแลกเปลี่ยนว่าคุณจะเลือกเอาความสุขตรงหน้าก่อน หรือจะรอเอารางวัลชีวิตในระยะยาว

กุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความมีวินัยในตนเองนั้นไม่ใช่ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แต่คือการรู้ว่า เพราะเหตุใด คุณจึงอยากได้สิ่งนั้น ถ้าคุณรู้ว่า เพราะอะไร คุณจึงอยากใช้หนี้ให้หมด คุณจะเก็บเงินได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณรู้ดีว่าตัวเองอยากได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นเพื่ออะไร คุณก็จะตั้งใจเรียนได้ง่ายขึ้น

รู้จักปรับตัวกันหน่อย

คนที่มีความสุขนั้นไม่เพียงแต่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาน้อมรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วยความยินดี คนที่มีความสุขคือคนที่พูดว่า “ฉันอยากให้ห้าปีข้างหน้าเหมือนห้าปีที่ผ่านมาทำไมกัน”

บทที่ 3 ชีวิตเป็นเสมือนกระจกสะท้อนความเชื่อของคุณ

“หากคุณเปลี่ยนความเชื่อที่หยั่งรากลึกในใจตนเองได้ชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนไปตามความเชื่อด้วยเช่นกัน”

ความเชื่อ

เมื่อคนเราพูดถึงข้อจำกัดของตัวเอง “ฉันไม่มีวันทำสิ่งนั้น” ได้หรอก และคำแก้ตัวที่ชอบใช้กันคือ “นั่นเป็นเพราะ ฉันเป็นอย่างนั้นเอง” แต่ในความเป็นจริง “นั่นเป็นเพราะ ฉันคิดว่าฉันเป็น อย่างนั้นเอง” ต่างหาก

“สิ่งที่คุณเชื่อมั่นว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นเสมอและความเชื่อมั่นในสิ่งนั้นเองที่เป็นตัวทำให้เกิดขึ้น”

“คุณไม่ได้เป็นอย่างเรื่องที่คุณเที่ยวเล่า และความจริงแล้วไม่มีใครใส่ใจเรื่องของคุณหรอก”
ถามตัวคุณเองว่า “ฉันจะทำอะไรได้บ้างถ้าฉันไม่มี เรื่องราว หรือ ความเชื่อใด ๆ ผูกติดอยู่กับตนเอง”

เรื่องปลาแบร์รี

ได้มีการทำการเรียนรู้เรื่องความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของตัวเอง ได้ทดลองกับปลา
ขั้นแรกหาตู้ปลามาสักตู้ หากำแพงกระจกมาแบ่งตู้ปลาออกเป็นสองซีก คุณจะได้ตู้ปลาแฝด ต่อไปให้หาปลาสากมาหนึ่งตัว ชื่อว่า แบร์รี และหาปลากระบอกมาหนึ่งตัว (ปลาสากกินปลากระบอก) หย่อนปลาทั้งสองลงในตู้ปลาข้างละตัว แบร์รีจะพุ่งเข้าหาเจ้าปลากระบอกราวกับสายฟ้าแลบ แล้วมันก็ชนกำแพงกระจกเข้าโครมใหญ่ แบร์รีจะว่ายน้ำกลับมาตั้งต้นใหม่และลองพุ่งดูอีกครั้ง และก็ชนกระจกเหมือนเดิม

หลายสัปดาห์ผ่านไป จมูกของแบร์รีบวมเป่ง ในที่สุดมันจะคิดได้ว่าการล่าเจ้าปลากระบอกเท่ากับการทำให้ตัวเองเจ็บ และจะเลิกตามรังควาญปลากระบอก จากนั้นให้คุณเอากำแพงกระจกออก จะเกิดอะไรขึ้น ปลาแบร์รีจะว่ายอยู่แต่ในซีกของตัวเองไปตลอดชีวิต มันยอมอดตายดีกว่าจะต้องเจ็บตัว แม้ปลากระบอกจะว่ายน้ำห่างมันไปแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้นเอง แบร์รีรู้ขีดจำกัดของตัวเองและไม่ยอมก้าวข้ามขีดจำกัด

ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของมนุษย์เราทุกคน เราไม่ได้วิ่งไปชนกำแพงกระจก แต่เราวิ่งไปชนคุณครู พ่อแม่ และเพื่อน ๆ ที่คอยบอกเราว่า ตรงไหนเหมาะกับเราและอะไรที่เราทำได้ และที่แย่ที่สุดคือ เราวิ่งไปชนกับความเชื่อของตัวเอง ความเชื่อที่ขีดวงจำกัดตัวเรา เราเถียงแก้ตัวให้กับความเชื่อเหล่านั้นและไม่ยอมก้าวออกจากวงจำกัด

ความเชื่อกับการทำงาน

สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างในการทำงานนั้นมิได้เป็นเพราะตัวงาน แต่เป็น ความเชื่อ ของคุณเกี่ยวกับงานนั้นต่างหาก

ความเชื่อกับการหาเงิน
ให้เปลี่ยน ความเชื่อ ของคุณดู แล้วคุณจะได้งานใหม่ทำหรือได้เริ่มทำธุรกิจนอกเวลางาน ได้จัดสรรการเงินของคุณเองเสียใหม่ ได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้น พยายามทุ่มทำงานเพื่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

การจะประสบความสำเร็จและมั่งคั่งได้นั้น คุณต้องเป็นนายความคิดของตัวเอง
หากคุณอยากเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชีวิตและเก็บรักษาสิ่งนั้นไว้ให้ได้ คุณต้องรู้สึกสบายใจกับมัน ดังนั้น การจะหาเงินและเก็บมันไว้ให้ได้นั้นคุณต้องรู้สึกสบายใจเรื่องเงิน ด้วยเช่นกัน
มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าฉันร่ำรวยแล้วละก็ คนอื่นอาจจะตกระกำลำบาก เป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผลที่สุดเลย

ถ้าคุณเกิดรวยขึ้นมา คุณอาจใช้ความร่ำรวยนั้นช่วยเหลือคนอื่นได้ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องทำให้คนอื่นเดือนร้อนเสมอไป

ความเชื่อกับการใช้ชีวิต

“ชีวิตเป็นเรื่องน่าขัน หากคุณไม่ต้องการอะไรเว้นเสียแต่สิ่งที่ดีที่สุด คุณก็มักจะได้สิ่งนั้น”
คุณเป็นคนเดียวที่สามารถทำให้ตัวคุณเองรู้สึกพิเศษได้ ถ้าตัวคุณไม่มีความภูมิใจในตัวเอง ใครที่ไหนก็ทำให้คุณภูมิใจในตัวเองไม่ได้หรอก

“ทุก ๆ สิ่งส่งผลกระทบต่อทุก ๆ อย่าง การเดินของคุณมีผลต่อการพูดของคุณ การแต่งตัวของคุณมีผลต่อความรู้สึกของคุณ ถ้าคุณดูแลใส่ใจตนเอง คุณก็จะอยากมอบความดูแลเอาใจใส่นั่นแก่คนอื่นด้วย”

ความมั่งคั่งนั้นไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองเสมอไป ความมั่งคั่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีการใช้ชีวิตต่างหาก

ไม่สำคัญหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคุณ ที่สำคัญคือคุณจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร
การมองสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นความโชคร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการพลาดเที่ยวบิน การประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ การหย่าร้าง การได้รับบริการจากพนักงานหยาบคาย

“ความโชคร้าย” ในชีวิตคุณนั้นมิใช่สิ่งโชคร้ายจนเกินไปหรอก เป็นแต่เพียงสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้คุณได้เปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสต่างหาก คุณอาจบอกว่า “แต่ความคิดแบบนี้เอามาประยุกต์ใช้กับโรคร้าย ของฉัน หนี้สิน ของฉัน และสามีขี้เมา ของฉัน ได้จริงหรือ”

ได้แน่นอน ถ้าคุณลองให้โอกาสตัวเองฝึกมองสิ่งต่าง ๆ ให้ต่างออกไปจากเดิมดูบ้าง
ชีวิตนั้นควรจะมีความสุข นกน้อยตื่นขึ้นมาก็ร้องเพลงเจื้อยแจ้วทุกวัน เด็กน้อย ๆ หัวเราะเอิ้กอ้ากได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรเลย ใครบอกว่าชีวิตนี้ไม่ใช่สิ่งสนุก ลองดูปลาโลมาเล่นน้ำ ดูสุนัขเล่นโต้คลื่นดูบ้าง โลกเรานี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ถ้าคุณได้รับการปลูกฝังความคิดที่ว่า ชีวิตนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อสนุก ถึงเวลาต้องทำความเข้าใจเสียใหม่แล้วว่า นั่นเป็นเพียงความคิดหรือว่าความเชื่อ และคุณสามารถที่จะ “เลิกเชื่อ” ได้

บทที่ 4 เมื่อใดที่คุณยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นคน เงินทองหรืออะไรก็ตามเมื่อนั้นคุณกำลังทำให้สิ่งเหล่านั้นพังพินาศลง
“การชื่นชมกับทุกสิ่ง แต่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเลยนั้นเป็นความท้าทายของชีวิต”


การยึดมั่นถือมั่น

เมื่อคุณไล่ล่าสิ่งใด สิ่งนั้นมักหนีหาย จะเป็นสัตว์ คนรัก หรือแม้กระทั่งเงิน ก็หนีจากเราไปเช่นเดียวกัน

“ยามที่คุณสิ้นหวัง มองไปทางไหน ก็พบแต่ทางตัน”

“...มีบางคราที่เราทุ่มเทมากเกินไป...ร้องเพลงโดยไม่แยแสเงินตรารักโดยไม่หวั่นความรวดร้าวเริงระบำราวกับไร้คนเฝ้ามองทุกอย่างที่ทำต้องมาจากใจ ถ้าอยากให้เป็นดังหวัง”
การปล่อยวางมิใช่การไม่ใส่ใจ คุณสามารถปล่อยวางทั้ง ๆ ที่ยังคงมีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมได้ คนที่ปล่อยวางและมีความมุ่งมั่นนั้นรู้ว่า ความพยายามและการทำอย่างดีที่สุดนั้นจะได้รับผลหรือรางวัลตอบแทนเสมอ พวกเขาบอกตัวเองว่า “ถ้าครั้งนี้ไม่ชนะ คราวหน้าก็ต้องชนะ หรือไม่ก็ครั้งต่อ ๆ ไป”

การยึดติดกับเงินทอง

“คนกลุ่มเดียวที่คิดถึงเงินมากกว่าคนรวยก็คือคนจน”

ยิ่งคุณมีอารมณ์ผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ มากเท่าใด คุณจะควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้น้อยลงเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยึดติดกับเงินมาก ดังนั้น พวกเขาจึงควบคุมเงินไม่ได้

การปล่อยวางเป็นเหตุผลหลักว่า เพราะเหตุใดคนรวยถึงยิ่งรวยขึ้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่สนเงินเท่าใดนัก และพวกเขาไม่ได้อยากได้เงินจนตัวสั่น ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณต้องทำใจให้สบาย พร้อมกับคิดว่าอย่างไรเราก็จะหาเงินจนได้ เมื่อคุณมีเงิน คุณต้องรู้สึกสบายใจกับเงินนั้น เพื่อจะได้ใช้หรือเก็บเงินนั้นบ้าง และมั่นใจว่าจะมีเงินเพิ่มพูนขึ้นอีก

คนจน ภาวนา อยากมีเงิน ในขณะที่คนรวยเชื่อว่า ตัวเองจะหาเงินได้

ลองทำตามกฎของธรรมชาติดู ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือจิตใจ ธรรมชาติไม่รู้จักหรือเข้าใจความสิ้นหวัง ธรรมชาติค้นหาแต่ความสมดุล และคุณไม่สามารถสิ้นหวัง พร้อมกับ มีความสมดุลได้ชีวิตไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร้วันสิ้นสุด ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ นี้ไม่ใช่การไม่ใส่ใจ แต่เป็นการปล่อยว่างและไม่ไปบีบบังคับเร่งรัดสิ่งใด ๆ

คุณอาจบอกว่า “ไม่เห็นเข้าใจเลย ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อยวาง จะไปได้ผลได้ยังไง” คุณเองถูกโลกดึงดูดไว้โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจกฎแรงโน้มถ่วงใช่ไหมครับ สิ่งท้าทายสำหรับเราคือการใช้ชีวิตไปตามหลักการโดยที่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจหลักการเหล่านั้นเลย

การให้

“ถ้าคุณอยากได้สิ่งใด จงมอบสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่น”

เคล็ดลับของการให้คือ ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ถ้าคุณคาดว่าจะได้รับสิ่งตอบแทน นั่นแสดงว่าคุณกำลังไปยึดติดกับผลที่ตามมา และเมื่อคุณยึดติดเช่นนั้น สิ่งที่คาดหวังจะบังเกิดผลน้อยลง

แล้วคุณควรจะสำราญกับทรัพย์สมบัติที่คุณเป็นเจ้าของหรือไม่ ควรครับ คุณควรแน่ใจว่าคุณเป็นเจ้าของมัน และอย่าปล่อยให้มันเป็นเจ้าของคุณ

การยึดติดคนรัก

“ต้นเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสตัณหา”

การรักคือการให้อิสระแก่พวกเขา ให้พวกเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะเป็น และให้พวกเขาได้อยู่ในที่ที่พวกเขาเลือกที่จะอยู่ การรักคือการเปิดโอกาสให้พวกเขาเลือก หรืออยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณเอง โดยที่คุณไม่ได้บีบบังคับ และอย่าลืมว่าตามกฎแห่งการยึดติดนั้น หากคุณอยากได้อะไรสักอย่าง หรือให้ใครสักคนอยู่กับคุณ คุณต้องรู้จักปล่อยวาง

การยึดติดและการเกลียด

“เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ หากเราไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นก่อน”
การเกลียดสิ่งใดก็ตามเป็นความคิดที่ไม่ให้ประโยชน์เลย เวลาที่คุณเกลียดอะไร สิ่งนั้นจะยังคงติดค้างอยู่ในใจคุณ

คัมภีร์ไบเบิลสอนไว้ว่า “จงอย่าต่อต้านความชั่วร้าย”

บทที่ 5 หากคุณมุ่งมั่นในสิ่งใดสิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง

“ฉะนั้น ลองใคร่ครวญถึงสิ่งที่คุณต้องการ”

มองโลกในแง่ดีเพื่ออะไร

คนแพ้นั้นจะเฝ้าคร่ำครวญถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนในที่สุดทั้งหมดที่พวกเขาเห็นคือความเป็นไปไม่ได้ ส่วนคนมองโลกในแง่ดีจะคิดถึงแต่สิ่งที่เป็นไปได้ และการมุ่งมั่นคิดถึงแต่ความเป็นไปได้นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาทำสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการได้สำเร็จ

การมองโลกในแง่ดีกำหนดจิตใต้สำนึกของคุณอย่างไร

จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งสะสมความคิดทั้งหมดของเรา สิ่งที่เราคิดบ่อยที่สุดเป็นตัวสร้างพฤติกรรมที่มาจากจิตใต้สำนึกที่เด่นชัดที่สุดของเรา

ความคิดที่เกิดขึ้นในสมองส่วนบนหรือสตินั้น จะกลายเป็นโปรแกรมอัตโนมัติในที่สุด หากความคิดนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ถ้าคุณเข้าใจและยอมรับแบบแผนของจิตใต้สำนึกนี้ คุณจะตระหนักว่าไม่มีใครจำเป็น ต้องเป็นผู้แพ้ อนาคตของคุณขึ้นอยู่กับความคิดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคุณเอง เมื่อคุณเริ่มจัดระเบียบให้กับจิตของคุณ ความคิดภายใต้การควบคุณใหม่นี้จะสร้างโปรแกรมอัตโนมัติใหม่แบบเดียวกับที่คุณพัฒนาโปรแกรมขับรถให้ตัวเอง คุณสามารถพัฒนาโปรแกรมให้ตัวเองประสบความสำเร็จ ทั้งนี้คุณต้องมีวินัยในการฝึกคิดและต้องใช้ เวลา

ที่บอกว่า “ที่ผมคิดแบบนี้ก็เพราะชีวิตของผมวุ่นวายนี้” ไม่หรอกครับ ชีวิตของคุณวุ่นวายเพราะคุณคิดอย่างที่คุณคิดอยู่ต่างหาก

ความคิดเป็นตัวกำหนดผล

เมื่อคุณปล่อยวางสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะปล่อยคุณด้วย
ถ้าคุณอุทิศชีวิตตัวเองให้กับการ ต่อต้าน อะไรก็ตามสิ่งที่คุณต่อต้านนั้นจะแผ่ขยายออก ลองคิดดูว่า คุณมุ่งมั่นเพื่อสิ่งใด

ความรู้สึกขอบคุณชีวิตและความมั่งคั่ง

“ลองหาคนที่ไม่รู้สึกขอบคุณชีวิตแต่มีความสุขให้ผมสักคนเถิด”
เมื่อเราได้แสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งที่เรามี เราจะรู้สึกอิ่มเอิบใจ แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเราความรู้สึกขอบคุณชีวิต และมั่นใจอยู่ลึก ๆว่าชีวิตของคุณจะได้รับการคุ้มครองและได้แต่สิ่งที่ดี ๆ เสมอ
บทที่ 6 ก้าวไปตามใจฝัน
“ภารกิจในชีวิต มิใช่การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ แต่คือการเกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตต่างหาก”

ทำในสิ่งที่คุณรัก

แก่นสำคัญของบทนี้มีอยู่สองประการ คือ

1 คุณเป็นคนเลือกเองว่าจะมีทัศนคติต่องานอย่างไร คุณสามารถสนุกกับงานได้เกือบจะทุกรูปแบบ หากคุณต้องการเช่นนั้น

2 ถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณชอบ คุณจะมีความสุขยิ่งกว่า มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า และอาจทำเงินได้มากกว่าด้วย

ในระยะสั้น คุณมักจะต้องทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น ๆ ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้เงิน คุณอาจต้องทำงานที่ทำอยู่ไปก่อน ขณะเดียวกันก็วางแผนอนาคตในระยะยาวเพื่อจะได้ทำสิ่งที่คุณรัก คุณจะรู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อได้ทำในสิ่งที่คุณรู้สึกว่าเหมาะกับตัวคุณเอง

ถ้าคุณไม่ชอบงานที่ทำอยู่ คุณมีทางเลือกอยู่สองทางคือ เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองหรือไม่ก็เปลี่ยนงาน

อย่าเที่ยววิ่งวุ่นบอกใครต่อใครว่า โลกนี้เป็นหนี้ชีวิตคุณโลกไม่ได้เป็นหนี้คุณ โลกมีอยู่ก่อนหน้าที่คุณเกิดเสียอีก

จงทำให้ดีที่สุด

“ศักดิ์ศรีในการทำงานจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ทำงานยอมรับงานนั้นอย่างแท้จริง”
มีเหตุผลอยู่สองประการว่า เพราะอะไรคุณจึงควรทำงานให้ดีที่สุด
1 คุณจะมีความสุขมากกว่าเวลาที่คุณลงใจลงแรงทำไปเต็มร้อย
2 โลกเรามีวิธีลงโทษความเกียจคร้านและความจองหองของมนุษย์ สิ่งต่าง ๆ ในชีวิต รวมทั้งงานของคุณจะผิดพลาดไปหมด หากคุณไม่ใช้ความพยายามอย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งของหัวใจ ถ้าเราเริ่มทำอะไรอย่างสุกเอาเผากิน ทุกอย่างจะเริ่มแย่ลง ลองถาม
คนที่สนุกสนานกับการทำงานจะตื่นมาพร้อมกับบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะทำงานให้มีประสิทธิภาพและใส่ใจมากกว่าเมื่อวานนี้”

คุณทำงานให้กับใครหรือ

“จงทำงานให้มากกว่าที่คุณได้รับค่าจ้าง แล้ววันหนึ่งคุณจะได้รับค่าจ้างมากกว่าที่คุณทำ”
ไม่มีนายจ้างคนไหนที่จะสมบูรณ์แบบ และเพื่อนร่วมงานของคุณอาจขี้เกียจ แต่เมื่อคุณเซ็นสัญญาเป็นลูกจ้างแล้ว หน้าที่ของคุณคือทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ มิใช่ไปจ้องจับผิดคนจ่ายค่าจ้างให้คุณ

เมื่อคุณทุ่มให้งานแค่ครึ่งใจ คนที่เสียหายนั้นเป็นคุณมากกว่าเจ้านาย เพราะตัวคุณสูญเสียทั้งความกระตือรือร้น ความนับถือตัวเอง และอะไร ๆ อีกหลาย อย่างที่ทำให้คุณเป็นคุณขึ้นมา
คุณควรทำงานให้ดีที่สุดมิใช่เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อื่น แต่คุณควรทำงานให้ดีที่สุด เพราะนั่นเป็น เพียง หนทางเดียว ที่คุณจะสนุกกับงาน

อาชีพของคุณ

คุณมีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้น จงทำในสิ่งที่คุณรัก หากคุณต้องการจะทำสิ่งที่ตัวเองรัก คุณต้องยอมรับความคิดสองอย่างนี้ก่อน
1 การทำสิ่งที่คุณรักเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้ยังไม่ใช่สิ่งที่คุณทำในงานของคุณขณะนี้ อย่างน้อยคุณก็ทำสิ่งที่คุณรักในเวลาว่างได้
2 การทำสิ่งที่คุณรักและได้รับค่าจ้างด้วยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
การทำสิ่งที่รัก คือ การมีความปรารถนาอันแรงกล้าในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทุ่มแรงกาย แรงใจ กำลังสมอง ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ มันเป็นเรื่องเสี่ยง และในหลายครั้งหลายคราที่คุณต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ เพียงเพื่อคุณจะได้มีอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง
ความไม่แน่นอนนั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตสนุกสนาน เมื่อใดก็ตามที่ไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน เมื่อนั้นมันเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต
ชีวิตของคุณจะดำเนินไปได้ด้วยดี ก็ต่อเมื่อคุณเป็นคนเลือกทำสิ่งต่าง ๆ เอง และรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเลือกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และการเลือกอาชีพนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
จงทำใจให้สบายกับความคิดที่จะทำให้สิ่งที่คุณรัก การจะทำสิ่งที่คุณรักได้นั้นคุณต้องเชื่อมั่นก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และเมื่อคุณค้นพบว่าคุณอยากจะทำอะไรบ้างกับเวลาที่คุณมี คุณจะเริ่มพบคำตอบกับคำถามที่ว่า “ฉันอยากทำอะไรในชีวิตนี้”
มีหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและพวกเขาก็รู้สึกหงุดหงิดเพราะพวกเขาค้นหาคำตอบไม่เจอ ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ลองคิดดูว่า คุณชอบอะไร อะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกับสิ่งซึ่งคุณชอบมากที่สุดแล้วค่อย ๆ เริ่มจากจุดนั้น

ความสามารถพิเศษจะเป็นสิ่งมีค่า แต่ความสามารถพิเศษนั้นก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

ลองใช้เวลาว่างของคุณดูสิ
“งานคือความรักที่จับต้องได้”

มีคนมากมายที่ผันงานอดิเรกของตนให้เป็นงานเต็มเวลา และการแปร งานอดิเรก ให้เป็นงานที่ทำเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้นมักค่อยเป็นค่อยไป

การทำงานเลี้ยงชีพโดยทำสิ่งที่ตัวคุณชอบนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

โลกเราเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนซื้อขาย เมื่อคุณได้พัฒนาทักษะสักอย่างแล้ว ผู้คนจะจ่ายเงินให้คุณสำหรับทักษะเหล่านั้น

หากคุณอยากหาเงินเลี้ยงชีพจากการทำสิ่งที่คุณรักงานอดิเรกของคุณอาจเป็นแหล่งหารายได้ที่ดีแหล่งหนึ่งถ้าคุณยังไม่มีความสนใจในงานอดิเรก เท่ากับว่าคุณจำกัดทางเลือกในชีวิตตัวเอง

เปลี่ยนเส้นทางชีวิต

“งานคือ อะไรก็ตามที่คุณต้องการทำ”

จงทำสิ่งที่คุณต้องการ เพื่อตัวคุณเอง และก่อนที่จะเปลี่ยนงานไปทำสิ่งที่คุณต้องการทำ คุณควรคำนวณและตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ เสียก่อนจะเสี่ยงลงมือทำ คุณต้องพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพิ่มพูนความรู้ เรียนรู้ และหาตลาดที่ต้องการทักษะที่คุณมี แล้วคุณค่อยเปลี่ยนไปทำสิ่งที่คุณรัก

งานกับเงิน

“คนจำนวนมากมายตกปลามาตลอดชีวิต โดยไม่รู้ความจริงว่า ปลานั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ”

เมื่อคุณรักสิ่งที่คุณทำ คุณจะยึดติดกับเงินน้อยลง คุณมักจะรู้สึกว่าคุณหาเงินได้มากขึ้น เงินนั้นเหมือนเกมกีฬา คุณชนะด้วยการลงเล่นและไม่ไปกังวลกับการทำแต้ม

คุณกำลังแข่งขันกับคนซึ่งรักในสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ ถ้าคุณไม่รักงานของคุณ คุณจะถูกเขี่ยออกจากการแข่งขันนั้น

งานกับคน

งานเป็นเสมือนเครื่องมือที่คุณใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คน ไม่ว่าคุณจะทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีพ คุณจะรู้สึกพึงพอใจในการทำงานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้บริการคนอื่นอย่างไร
ในหมู่พวกคุณ คนที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงในการทำงานนั้น คือ คนที่ได้ค้นหาและพบว่าจะให้บริการอย่างไรเท่านั้น

งานกับความสุขใจ

ความสุขทางใจนั้นเกิดจากการทำงานของคุณ และทำอย่างเต็มที่ เพราะคุณเลือกที่จะทำ มิใช่ว่าคุณจำเป็นต้องทำ

ภารกิจในชีวิต มิใช่การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ แต่คือการเกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตต่างหาก

การทำในสิ่งที่คุณรักนั้น มิใช่สูตรสำเร็จสู่ชีวิตที่ง่ายกว่า แต่เป็นเคล็ดลับที่นำไปสู่ชีวิตที่เร้าใจกว่า โดยมากแล้วคุณจะต้องรับผิดชอบมากขึ้น และอาจมีปัญหาให้แก้มากขึ้นด้วย

ความปรารถนาอันแรงกล้า

เมื่อคุณใส่ใจกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ความกระตือรือร้นนั้นจะช่วยผลักดันให้คุณทำสำเร็จ และเมื่อคุณมีแรงปรารถนาอยากทำสิ่งนั้นเอง ก็ไม่จำเป็นมีใครมาค่อยกระตุ้นให้กำลังใจคุณ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม คุณไม่มีวันติดอยู่กับที่ คุณเป็นมนุษย์ครับ ไม่ใช่ต้นไม้

คุณมีข้อแก้ตัวอะไร

คนเราจะไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง เรามักอ้างว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้หรอก ในขณะที่ความเป็นจริงคือ สิ่งเหล่านั้นทำได้ แต่ ไม่ง่ายนัก

เรามีทางเลือกเสมอ หากคุณไม่ได้กำลังทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย นั่นแสดงว่าคุณกำลังผลาญพลังของคุณไปกับเรื่องอื่น ๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “เพราะอะไรจึงทำไม่ได้” สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองคือ “มีอะไรบ้างที่เราไม่เต็มใจจะทำ”

เมื่อใดที่คุณพูดว่า “ฉันจะทำสิ่งนี้ละ และฉันไม่สนใจว่าจะยากสักแค่ไหน” เมื่อนั้นชีวิตจะเริ่มเป็นไปตามที่คุณต้องการ

บทที่ 7 พระเจ้าไม่มีวันเสด็จลงมาจากสวรรค์และตรัสว่า “บัดนี้เจ้าได้รับอนุญาตให้ประสบความสำเร็จแล้ว”

“ตัวคุณเองต่างหากเป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองประสบความสำเร็จ”

เริ่มต้นเสียแต่ตอนนี้

“ผู้รู้ ใช้ชีวิตด้วยการลงมือทำ มิใช่แค่คิดว่าจะลงมือทำ”
“คุณไม่สามารถสร้างชื่อเสียงจาก สิ่งที่คุณได้แต่คิดว่าจะทำ”

คุณจะเกิดเรี่ยวแรงและความกระตือรือร้นอยากทำงาน หลังจาก ที่คุณได้เริ่มต้นทำแล้ว คุณจะมีไฟอยากทำงานนั้นให้ดีเป็น ผล มาจากการลงมือทำ เคล็ดลับคือต้อง เริ่มลงมือทำ ก่อน

หากคุณมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง ให้คุณเตรียมพร้อมอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้แล้วลงมือทำไปเลย โดยไม่มีวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ เตรียมไว้ล่วงหน้า และไม่มีเครื่องรับประกันความสำเร็จใด ๆ

คุณจะได้แรงบันดาลใจจากการ ลงมือทำ มิใช่จากการแค่คิดว่าจะทำ การลงมือทำจริงจะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้น และการลงมือทำนั้นจะเปิดโอกาสดี ๆ ให้คุณ เรามา เริ่มลงมือทำ สิ่งที่ต้องการเสียแต่ตอนนี้เถอะ

จงให้สัญญาว่าจะทำสิ่งต่าง ๆ ก็ต่อเมื่อคุณแน่ใจว่า ตนเองสามารถจะทำได้เท่านั้น หากเป็นไปได้จงสัญญาให้น้อยลง ผูกมัดตัวเองให้น้อยลง แต่ สิ่งใดก็ตามที่คุณพูดว่าคุณจะทำ จงทำให้ได้ในไม่ช้าคำพูดของคุณจะกลายเป็นดั่งกฎหมายที่ตัวคุณเองต้องเคารพ เมื่อนั้นคุณจะเกิดความศรัทธาในตัวเองอย่างแท้จริง

จงกล้าที่จะเสี่ยง

“ความสบายเริ่มต้นด้วยการเป็นคนรับใช้แล้วค่อยกลายเป็นนาย”

ความสะดวกสบายที่มากเกินไปทำให้น่าเบื่อ สมองจะหยุดทำงาน ยิ่งคุณลดการกะเกณฑ์ให้ชีวิตว่าควรจะเป็นอย่างไรหรือตัวเองควรรู้อย่างไรลง คุณจะยิ่งรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ความกล้ามิใช่การปราศจากความกลัว ความกล้าคือการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความกลัว คนที่ ไม่ทำอะไร ในชีวิต อาจมีความกลัวพอ ๆ กับคนที่ลอง เสี่ยงทำสิ่งต่าง ๆ ที่ท้าทายความสามารถ ทว่าความแตกต่างระหว่างความกลัวของคนสองกลุ่มนี้คือ คนกลุ่มแรกขลาดกลัวกับ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยพาลไม่ทำอะไร แล้วคุณไม่อยากลองมีความกลัวอย่างคนกลุ่มหลังหรือ

คุณเรียนรู้บทเรียนจากคนที่ชื่นชมคุณและอ่อนโยนกับคุณเท่านั้นหรือ คุณไม่เคยเรียนรู้บทเรียนอันยิ่งใหญ่จากคนที่ปฏิเสธคุณและตั้งตัวเป็นปฏิปักษักับคุณหรือ

จงมีจุดยืนเป็นของตัวเอง

“หากคุณรู้สึกว่าชีวิตคุณกำลังพังพินาศลง บางทีคุณอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
คุณอาจเคยพยายามทำให้คนอื่นชื่นชอบหรือเห็นด้วยกับคุณ จนตัวคุณเองอ่อนล้า แต่จนแล้วจนรอด พวกเขาก็ยังไม่ชอบคุณอยู่ดี และคุณก็ไม่รู้ตัวว่า ตัวตนที่แท้จริงของคุณนั้นเป็นอย่างไร

ในที่สุดคุณสามารถเชื่อได้ก็แต่เพียงเสียงนำทางจากภายในใจคุณเท่านั้น อีกนัยหนึ่งก็คือ จงทำตามที่หัวใจคุณเรียกร้อง

นิทานเรื่องกบกับแมงป่อง

วันหนึ่งกบตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ริมแม่น้ำ มีแมงป่องตัวหนึ่งคลานผ่านมาและทักว่า “คุณกบ ผมอยากจะข้ามแม่น้ำนี้ แต่ผมเป็นแมงป่อง ผมว่ายน้ำไม่เป็น คุณจะกรุณาให้ผมขี่หลังคุณว่ายน้ำข้ามไปหน่อยได้ไหม”

เจ้ากบตอบว่า “แต่คุณเป็นแมงป่อง และ แมงป่องต่อยกบนี้”
แมงป่องตอบว่า “ผมจะไปต่อยคุณทำไม ผมอยากไปฝั่งตรงข้ามนั่น”
“ตกลง” กบบอก “ไต่ขึ้นหลังผม แล้วผมจะพาคุณข้ามไป”
กบว่ายพาแมงป่องไปได้แค่ครึ่งทาง แล้วแมงป่องก็ต่อยเจ้ากบ เจ้ากบเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส มันกัดฟันถามก่อนสิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายว่า
“คุณ...ทำ...อย่างนี้ทำไม ตอนนี้...เราจมน้ำตายทั้งคู่แน่ ๆ”
“เพราะว่า” แมงป่องตอบ “ผมเป็นแมงป่อง และ แมงป่องต่อยกบนี้”
จงระมัดระวังแมงป่องไว้ให้ดี มีคนรอบข้างเราซึ่งไม่รังเกียจที่จะจมน้ำตาย ถ้าพวกเขาสามารถลากคุณจมไปด้วยได้

ลองสิ่งใหม่ ๆ

“ถ้าคุณทำแต่สิ่งที่คุณเคยทำเสมอ ๆ คุณก็จะได้แต่สิ่งที่คุณเคยได้เสมอ ๆ”
“ถ้าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นจริง ๆ เราจะรับมือกับมันไหวไหม” เมื่อคำตอบ คือ “ไหวสิ” พวกเขาก็จะลงมือทำ นี้เป็นเคล็ดลับของการเสี่ยงไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
การถามตัวเองว่า “สิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คืออะไร” นั้นไม่ใช่วิธีการคิดในแง่ลบ และยังเป็นวิธีที่ใช้วัดความมุ่งมั่นของตัวคุณเอง ลองแจกแจงความกลัวที่แอบแฝงอยู่ในใจและในสมองคุณออกเป็นข้อ ๆ เพื่อดูว่าคุณจะสามารถรับมือกับสิ่งไม่พึงปรารถนาที่อาจเกิดขึ้นไหวไหม แล้วการเสี่ยงนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสนุก น่าลองทำมากขึ้น

เคล็ดลับขุมพลัง

“เมื่อนักธนูยิงธนูโดยไม่คาดหวังสิ่งใด
เขาจะสามารถใช้ทักษะทั้งหมดที่มี
หากเขายิงเพื่อให้ได้ถ้วยทอง
เขาจะรู้สึกพะวง...
รางวัลนั้นทำให้เขาร้อนรน
เราเกิดความปรารถนา
เขาคิดถึงการเอาชนะมากกว่าการยิงธนู
และความอยากเอาชนะนั้นจะดึงดูดพลังของเขาให้เหือดหายไป”

เด็กทุกคนควรได้เล่นกีฬาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง มิใช่เพื่อให้ได้ถ้วยรางวัล แต่เพื่อให้ได้เรียนรู้บทเรียนจากการเล่นกีฬา ความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่า ตอนเริ่มต้นพวกเขาเป็นอย่างไร แต่สำคัญที่ในตอนท้าย พวกเขาสามารถรวมพลังมุ่งมั่นทำจนสำเร็จตามที่ต้องการได้อย่างไรต่างหาก

ทำไมถึงไม่เป็นเรา

“เมื่อผมยังเป็นเด็ก ผมคิดว่าคนที่อยู่ระดับสูงนั้นรู้และเข้าใจสิ่งที่เขาเกิดขึ้นทุกเรื่อง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพระราชาคณะ หัวหน้าบาทหลวง นายพล นักการเมือง หรือผู้นำทางธุรกิจ พวกเขาต้องรู้แน่ ๆ พอผมขึ้นมาอยู่ระดับสูงจริง ๆ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า พวกเขาไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอก”

ไม่มีใครที่เกิดมาพร้อมกับประกาศิตพิเศษว่า จะเป็นคนประสบความสำเร็จ พระเจ้ามิได้เสด็จลงมาจากฟากฟ้าเพื่อตรัสว่า “เอาล่ะ ถึงเวลาที่เจ้าจะทำสำเร็จ” ท่านไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่า เจ้าทำได้ หรือ “เจ้าทำไม่ได้” ตัวคุณเองต่างหากที่เป็นคนเปิดโอกาสให้ตัวเองประสบความสำเร็จ

เมื่อนักเรียนพร้อม

“เมื่อใดที่นักเรียนพร้อม คุณครูก็จะปราฏกายขึ้น”
ความมุ่งมั่น ความมุ่งมั่นมิใช่การภาวนาขอสิ่งต่าง ๆ แต่เป็นการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ภายในใจว่า คุณจะทำทุกอย่างเพื่อทำสิ่งที่คุณปรารถนานั้นให้สำเร็จ
เมื่อเราตัดสินใจว่าจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น วิธีการต่าง ๆ ที่จะทำสิ่งเหล่านั้นเกิดผลสำเร็จจะปรากฏขึ้นเอง เราอาจบอกว่าความโชคดีอย่างนี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ แต่หากเราสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว เราจะเห็นว่าเรื่องโชคดีเช่นนี้เกิดขึ้นได้เสมอ


บทที่ 8 หากคุณต่อสู้กับชีวิต ชีวิตจะชนะเสมอ

หากคุณต้องการความสงบทางใจมากขึ้น จงเลิกมองว่าแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น “ดี” หรือ “ร้าย”

โชค

เราสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตนั่งคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วสรุปว่าเหตุการณ์นี้ “ดี” เหตุการณ์นั้น “ร้าย” แต่นั่นเป็นการกระทำที่ไร้ค่า เราจะมาด่วนสรุปว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็น โชคร้าย ทั้ง ๆ ที่เรายังเห็นภาพรวมไม่ถึงหนึ่งในร้อยได้อย่างไร

สิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นอย่างทันตาเห็นในนาทีที่คุณคิดว่า ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญหรอก ฉันอยู่ที่ที่ฉันควรจะอยู่ ทำสิ่งที่ฉันควรจะทำเสมอ

นิทานเรื่องโชคดีหรือโชคร้าย

กาลครั้งหนึ่งมีชาวนาคนหนึ่ง เขามีลูกชายหนึ่งคนและม้าหนึ่งตัว อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าม้าตัวนั้นวิ่งหนีไป เพื่อนบ้านทั้งหลายพากันมาหาเพื่อปลอบใจ และแสดงความเห็นใจว่า “ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่ม้าวิ่งหนีไป”

ชายแก่ตอบว่า “ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้าย”

“เป็นโชคร้ายชัด ๆ” เพื่อนบ้านพากันบอก

ภายในสัปดาห์นั้นเอง ม้าของชายแก่กลับบ้านพร้อมม้าป่าอีกยี่สิบตัว เพื่อนบ้านทั้งหลายพากันมาหาเพื่อฉลองกับเขาและบอกว่า “โชคดีจริง ๆ ที่ได้ม้ากลับคืนมา แถมยังได้เพิ่มมาอีกตั้งยี่สิบตัว”

และชายแก่ตอบว่า “ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่”

วันต่อมาขณะที่ลูกชายของชาวนากำลังขี่ม้าอยู่ท่ามกลางฝูงม้าป่าเหล่านั้น เขาพลัดตกจากหลังม้า

และขาหัก เพื่อนบ้านทั้งหลายพากันมาปลอบพร้อมแสดงความเห็นใจว่า “โชคร้ายอะไรอย่างนี้”

ชาวนาแก่ตอบว่า “ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้าย”

เพื่อนบ้านบางคนนึกโกรธแล้วเถียงกลับว่า เห็นชัด ๆ ว่าเป็น “โชคร้าย เจ้าโง่เอ๊ย”
ผ่านไปอีกสัปดาห์ วันหนึ่งมีกองทัพเดินทางมาที่เมืองนั้นเพื่อนเกณฑ์ชายหนุ่มที่แข็งแรงไปเป็นทหารต่อสู่ในดินแดนห่างไกล ลูกชายของชาวนาไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหารเพราะขาหัก เพื่อนบ้านทั้งหลายพากันมาหาเพื่อฉลองกับเขา พวกเขาบอกว่า “โชคดีอะไรอย่างนี้ ลูกชายขาหักเลยไม่ต้องไปเป็นทหาร”

และชาวนาตอบว่า “ใครจะไปรู้ได้”

ความคิด

เรามีทางมองโลกอยู่สองทาง คือ
1 โลกนี้ช่างวุ่นวายสับสน
2 โลกนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
แม้จะมีเรื่องมากมายที่ชวนให้อารมณ์เสีย เรายังมีทางเลือกอื่น ๆ ในชีวิตอีก อย่างเช่น การเกิดความรู้สึกทึ่งหรือขบขันกับเรื่องราวต่าง ๆ ยิ่งคุณลดกฎเกณฑ์ในชีวิตคุณลงมากเท่าใดและมีความคาดหวังในพฤติกรรมของคนอื่นน้อยลงเท่าใด...คุณก็จะยิ่งมีความสุขได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

เหตุใดเราจึงควรเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิดของตนเอง
มีเหตุผลอยู่สองประการว่า

1 คุณไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นลมฟ้าอากาศ หรือความคิดเห็นของคนอื่นเกี่ยวกับตัวคุณ สิ่งเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ

ความคิดของตัวคุณเอง

2 สิ่งของนอกกายมิได้ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง
คุณยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณได้โดยการจัดการกับความคิดของคุณเอง และความคิดของคุณนั้นมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคุณ

ความสงบทางใจ

“ความรักและความสงบนั้นแยกออกจากกันไม่ได้”
ความสงบคือ ความสมดุล ที่เกิดภายในจิตใจ

ความสมดุลหรือความสงบทางใจนั้นเป็นขุมพลังของคุณ ความสงบหมายถึง การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังแทนที่จะไปต่อสู้กับพลังนั้น และเป็นการมองเห็นภาพรวมและไม่ไปยึดติดกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

คนเราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันและกัน ด้วยเหตุนี้โลกจึงทำให้เรารู้สึก

1 มีความสุขที่สุดเมื่อเราช่วยให้คนอื่นดำเนินชีวิตของพวกเขาไปด้วยดี
2 โดดเดี่ยวที่สุดเมื่อจุดมุ่งหมายหลักของเราคือการสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองเท่านั้น
คุณต้องยอมรับความไม่แน่นอน ลองรู้สึกสนุกกับความไม่แน่นอนดู ว่า ครึ่งหนึ่งของความสนุกของการอยู่บนโลกนี้คือ การที่อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ในวินาทีต่อไป

การมีสติอยู่เสมอ

ต้องฝึกควบคุมจิตให้อยู่กับปัจจุบัน มีสองวิธีที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
1 ใช้เวลานานเท่าที่คุณต้องการ เพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ที่คุณต้องทำ
2 ฝึก “การรับรู้แบบสุนัข”

ทำไมต้องคลายเครียดด้วย
การกระทำนั้นเป็นรางวัลตอบแทนในตัวมันเอง คุณไม่ได้กำลังพยายามจะ “ได้” อะไรบางอย่าง เหมือนกับว่าคุณ “กำลังเป็น” มากกว่า “กำลังทำ”

การพักผ่อนทางจิตมีผลดีต่อสุขภาพ
การผ่อนคลายจะทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การผ่อนคลายยังมีประโยชน์อย่างอื่นด้วย เราจะดึงดูดคนที่รู้สึกเช่นเดียวกับเราเข้ามาสู่ชีวิตของเรา เมื่อเรารู้สึกสงบ เราจะดึงดูดคนที่รักความสงบให้เข้ามาในชีวิต และสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ก็จะสงบมากขึ้น

เคล็ดลับสำหรับการคลายเครียดและการทำสมาธิ

1 การเยียวยารักษาจิตใจนั้นควรทำเป็นกิจวัตร
2 นั่งในขณะที่ทำการผ่อนคลายหรือทำสมาธิ
3 ถ้าคุณไม่มีเวลาทำการผ่อนคลาย คุณยิ่งต้องทำให้ได้
เริ่มวันใหม่ด้วยความตั้งมั่นที่จะมีจิตใจที่สงบและสมดุล บางวันชีวิตคุณอาจราบรื่นไปตลอดจนถึงเวลาเข้านอน บางวันกว่าจะผ่านมื้อเช้าไปได้ก็ยากเอาการ แต่ถ้าเป้าหมายประจำวันของคุณคือ ความสงบทางใจแล้ว ชีวิตคุณมีแต่จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

หาเวลาพักให้ตัวเองบ้าง

การพิถีพิถันเลือกสถานที่ที่คุณจะเดินทางไปนั้น จะให้ผลดีแก่คุณ การอดอาหารสักมื้ออาจดีกว่าการรับประทานอาหารในร้านบางร้าน การพักอยู่กับบ้านจะดีกว่าการนอนในโรงแรมบางแห่ง จงถนอมตัวเองและเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตน อยู่ให้ห่างจากสถานที่ที่ดูดซับน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตคุณจะแห้งเหือด หากรู้สึกว่าที่แห่งใดไม่ชอบมาพากล รีบเดินหนีไปให้ห่าง

ภาพรวม

“เมื่อเราพยายามที่จะแยกแยะบางสิ่งบางอย่างออกจากกัน เราจะพบว่าแต่ละสิ่งนั้นเกี่ยวเนื่องกับสิ่งอื่นๆ ในจักรวาลนี้เสมอ”

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์คือ การสังเคราะห์หรือการนำมารวมกันสุขภาพที่ดีเกิดจากการมองสิ่งต่าง ๆ ในภาพรวมมองร่างกายของคุณว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน มองมนุษยชาติว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน

ความรู้สึกขอบคุณและจิตที่สงบเยือกเย็น

“หากคำสวดมนต์คำเดียวที่คุณท่องมาตลอดชีวิตคือคำว่า “ขอบคุณ” นั่นก็อาจเพียงพอแล้ว”
ขอขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ครอบครัว บ้าน เพื่อน ๆ อาหารเช้า และขอบคุณที่ได้มีวันนี้อีกวัน ทุกครั้งที่เรารู้สึกขอบคุณอะไรบางอย่าง เราจะรู้สึกสงบมากขึ้น และทุกคราวที่เรากล่าว “ขอบคุณ” นั้น เรากำลังบอกตัวเองว่า “ฉันยอมรับในสิ่งที่มีและที่ที่ฉันอยู่ ฉันกำลังเรียนรู้ในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องเรียนรู้”

จิตที่สงบนั้นได้มาจากการคิดถึงสิ่งที่คุณมี มิใช่การคิดถึงสิ่งที่คุณขาด เมื่อคุณยอมรับชีวิตของตัวเองแล้ว คุณจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อตัวคุณเอง

หากคุณมุ่งมั่นจะมีจิตใจอันสงบ คุณจะต้องรู้สึกขอบคุณชีวิตเคล็ดลับก็คือ จงตื่นนอนด้วยความรู้สึกขอบคุณ ถ้าคุณมัวแต่คิดว่า “รอให้ชีวิตดีขึ้นก่อน ฉันถึงจะรู้สึกขอบคุณชีวิตได้” คุณจะไม่มีวันนั้นเลย

ความตาย

“พลังงานไม่ได้ถูกสร้างขึ้นและไม่มีวันถูกทำลาย” เมื่อคุณเสียชีวิตลง จิตวิญญาณคุณต้องอยู่หรือไปที่ไหนสักแห่ง

เรื่องชีวิตหลังความตาย สิ่งที่เรารู้แน่ ๆ อย่างหนึ่งคือ เราไม่มีวันรู้ได้ว่า มีอะไรรออยู่อีกฟากหนึ่งหลังความตาย ดังนั้น เราควรมองความตายให้เป็นเครื่องจูงใจเพื่อใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า
คุณสามารถทำให้ชีวิตตกต่ำได้ด้วยการคิดว่า “ฉันจะอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานในชีวิตนี้ แล้วไปรอรับสิ่งชดเชยบนสวรรค์” จะไม่ดีกว่าหรือที่จะคิดว่า “ไม่ว่าชีวิตชั่วนิรันดร์หรือชีวิตหลังความตายจะมีอะไรรออยู่ก็ตาม เป้าหมายปัจจุบันของฉันคือ ใช้ชีวิตนี้ ในโลกใบนี้ ภพนี้ และตอนนี้ให้ดีที่สุด”

จะดีกว่าไหมที่จะเหมาเอาเองว่า คุณสมบัติและพรสวรรค์ที่คุณมีในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความมุ่งมั่น ความเมตตา หรือความสามารถในการสานตะกร้า หรืออะไรก็ตามนั้น คุณนำติดตัวไปด้วยได้หลังความตายฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดสำหรับเราก็คือ พัฒนาตัวเราเองตามศักยภาพที่เรามี ที่นี่ และตอนนี้ ให้ดีที่สุด

บทที่ 9 คุณควรจะรักผู้อื่นอย่างไร เพียงยอมรับอย่างที่พวกเขาเป็นก็พอแล้ว

“การยอมรับอย่างแท้จริง เป็นความรักที่ปราศจากเงือนไขใด ๆ”

เราเกิดมาเพื่ออะไร

เป้าหมายของการมีชีวิตคืออะไร.....เราเกิดมาเพื่อที่เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น....

การให้อภัย

“การให้อภัยคือความหอมที่ดอกไวโอเลตทิ้งไว้ให้กับเท้าที่เหยียบย่ำลงไป”
เวลาคุณรู้สึกขุ่นเคืองใคร ลองหลับตาแล้วรับรู้ความรู้สึกของตัวเอง รับรู้ถึงร่างกายทั้งหมดของคุณ คุณจะพบว่า การทำให้คนอื่นรู้สึกผิดนั้น ทำให้คุณปวดร้าวไปด้วย คนเราทำในสิ่งที่พวกเขาทำ รู้ในสิ่งที่พวกเขารู้ และไม่ว่าคุณจะทำให้พวกเขารู้สึกผิดหรือไม่นั้น มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย มีแต่ชีวิตคุณเองนั่นแหละที่กำลังถูกทำลาย

ฉันจำเป็นต้องรักหรืออย่างน้อยที่สุดก็ชอบตัวเองไหม
จำเป็นต้องรักตัวเอง

เราไม่สามารถมอบสิ่งที่เราไม่มีให้แก่คนอื่นได้ เช่นเดียวกัน เราไม่มีวันยอมรับคนอื่น ตามที่พวกเขาเป็น จนกว่าเราจะยอมรับตัวเอง ตามที่เราเป็น ตราบเท่าที่เรายังยึดติดกับความผิดพลาดของตัวเอง เราก็จะคอยมองหาความผิดพลาดนั้นในตัวคนอื่น ด้วยหวังว่านั่นจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ซึ่งเมื่อเราเจอเข้าจริง ๆ เรากลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย

ความหมายที่ง่ายที่สุดของการรักตัวเองคือ การให้อภัยตัวเอง การรักตัวเองหมายถึง การยอมรับว่า นับจนถึงวันนี้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างดีที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้ เลิกมองว่าตัวเองผิดตลอดเวลา อย่าไปคิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ และจงตั้งเป้าที่จะปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นแทน
เมื่อเราให้อภัยตัวเอง เราจะหยุดวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

เราควรจะรัก “คนรอบข้าง” อย่างไร

“ความรักนั้นรักษาคนสองคน คนที่ให้ความรักและคนที่ได้รับความรัก”
การจะรักคนรอบข้างตัวคุณคือการที่
1 ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา
2 ไม่ไปตั้งฉายาให้พวกเขา
3 ไม่คาดหวังสิ่งใด ๆ จากพวกเขา
หากคุณสงสัยว่าคุณควรจะรักคนคนหนึ่งอย่างไร ลองแทนที่คำว่ารักด้วยคำว่า “ยอมรับ” ดูการยอมรับโดยดุษณีคือการรักโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

ครอบครัว

“เพราะเหตุใดเราจึงมีครอบครัว”

มนุษย์เรามีครอบครัวเพื่อจะเรียนรู้ถึงความรักอันปราศจากเงือนไข

คำถามที่คอยถามตัวเองอยู่เสมอคือ “ผมมีความหมายอะไรต่อคนที่รู้จักผมจริง ๆ คนที่พึ่งพาผม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ผมเป็นคนที่เชื่อถือได้ ไว้วางใจได้ ใส่ใจผู้อื่น และเป็นคนดีหรือไม่” สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ

นิทานเรื่อง The Velveteen Rabbit

เจ้าตุ๊กตากระต่ายเฝ้ารอให้เด็กน้อยผู้เป็นเจ้าของเลือกมันเป็นของเล่นชิ้นโปรด ม้าเฒ่าไร้ขนจึงสอนความหมายที่แท้จริงของการเป็นของเล่น นั่นคือการกลายเป็นของจริงด้วยการได้รับความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ จากมนุษย์

“การเป็นของจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตัวเธอถูกสร้างขึ้นอย่างไร แต่เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นกับเธอ เมื่อเด็กคนหนึ่งรักเธอมาน ๆ มิใช่เพียงเพื่อเล่นกับเธอ แต่ รักเธอจริง ๆ เมื่อนั้นเธอจะกลายเป็นของจริง...ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใดหรอกนะ มันใช้เวลานานกว่าเธอจะกลายเป็นของจริง นั่นเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรการกลายเป็นของจริงจึงมักไม่เกิดขึ้นกับของเล่นที่แตกสลายได้ง่าย มีความคมเป็นอันตรายหรือเป็นของเล่นต้องเก็บขึ้นหิ้งอย่างดีเท่านั้น ตามธรรมดาแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เธอกลายเป็นของจริง ผมของเธอจะถูกดึงทิ้งด้วยความรักจนหลุดร่วงหมด ลูกตาหลุด ข้อต่อต่าง ๆ หลวม และตัวเธอก็ขาดกะรุ่งกะริ่ง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอะไรเลย เพราะเมื่อเธอเป็นของจริงแล้ว เธอจะไม่มีวันน่าเกลียด ยกเว้นเสียแต่คนที่ไม่เข้าใจเท่านั้น”

ส่งเสริมคู่ชีวิตของคุณ

การจะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นมีอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือเล่นเหมือนเป็นทีมเดียวกัน อีกทางคือแข่งขันเสมือนเป็นคู่ต่อสู้กัน

ให้เล่นเป็นทีมเดียวกันดีกว่า หากคุณเลือกที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว จงส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากคุณไม่สามารถส่งเสริมคู่ชีวิตของคุณได้ ก็ถึงเวลาที่คุณควรพิจารณาดูว่า เหตุใดคุณจึงยังคงรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้

ความรักและความกลัว

จิตมนุษย์เรามีสภาพจิตหลัก ๆอยู่สองสภาพ คือ รัก และ กลัว ซึ่งความกลัวนั้นเป็นรากเหง้าของอารมณ์ต่าง ๆ ที่เป็นลบ ความคิดนี้เป็นความคิดเรียบง่าย แต่มีประโยชน์มาก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะใช้ศึกษาความรู้สึกของตัวเราเอง

ถ้าความรักกับความกลัวนั้นเป็นสองอารมณ์หลัก หมายความว่ามีคนมากมายที่รู้สึกกลัวหรือ ถูกต้องครับ คนจำนวนมากกลัวทั้ง ๆ ที่เขาฉลาดปราดเปรื่อง กลัวว่าตัวเองจะดูโง่เขลาหรือดูอ้วน กลัวตกงาน กลัวจะเสียหน้า กลัวเสียเงิน กลัวถูกปล้น กลัวที่จะต้องแก่ กลัวการอยู่คนเดียว กลัวการมีชีวิตอยู่ และกลัวการเสียชีวิต นั่นเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรพวกเขาจึงทำเรื่องบ้า ๆ กัน

แล้วสิ่งที่จะทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น คือ การได้รับความรัก


บทที่ 10 ภารกิจในชีวิตของคุณ มิใช่ การเปลี่ยนแปลงโลก ภารกิจของคุณคือ การเปลี่ยนแปลงตนเอง

“ทางแก้ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ “ภายนอก” ตัวคุณ แต่อยู่ “ภายใน” ตัวคุณต่างหาก”

เมื่อคุณเปลี่ยนตัวเอง
เมื่อคุณเหนื่อยล้าต่อการรู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่ายแล้วคุณจะเริ่มเปลี่ยนตัวเอง
คุณจึงไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิต จากสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกได้ แต่ต้องแก้จากภายใน
ในความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวคุณเองนั้นย่อมได้ผล ส่วนการพยายามเปลี่ยนคนอื่นนั้นยากที่จะบังเกิดผล

โลกไม่มีอะไรต้องเปลี่ยน

มองหาความงามในสิ่งต่าง ๆ และคนรอบ ๆ ตัว แล้วคุณจะพบความงามในตัวคุณเองมากขึ้น เวลามองดูคนอื่น คุณไม่ได้มองพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น แต่มองอย่างที่คุณเป็น ประสบการณ์ที่คุณได้จากโลกใบนี้ แท้จริงแล้วก็คือการมีประสบการณ์เกี่ยวกับตัวคุณเอง หากคุณไม่ชอบภาพสะท้อนที่คุณเห็น การไปกล่าวโทษกระจกก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมามิใช่หรือ

ในการแก้ไขชีวิตตัวคุณเอง การพยายามเปลี่ยนตัวคุณเองนั้นจะได้ผล ส่วนการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกนั้นยากที่จะบังเกิดผล

โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน

“เมื่อคุณพบใคร จำไว้ว่าการพบนั้นเป็นเหตุการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่คุณเห็นในตัวคนคนนั้น จะเป็นสิ่งที่คุณเห็นในตัวเองด้วย การปฏิบัติต่อคนคนนั้น จะเป็นการปฏิบัติต่อตัวคุณเองด้วย จงอย่าลืมจุดนี้ เนื่องด้วยในตัวคนอื่นนั้น คุณจะค้นพบหรือไม่ก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง”

ซินโครนิซิตี้ (synchronicity) หมายถึง การที่สองเหตุการณ์ซึ่งมีความสำคัญใกล้เคียงกัน เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน โดยไม่ได้เป็นสาเหตุหรือผลต่อเนื่องกัน เรายอมรับความคิดนี้ว่า

1 ชีวิตของเรามีเป้าหมาย
2 ทุกเหตุการณ์และทุกคนในชีวิตนั้นมีเป้าหมาย
3 เราไม่รู้สึกตกเป็นเหยื่อ

คนที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพมีแนวโน้มที่จะยอมรับความคิดเรื่อง ความเป็นหนึ่งเดียว นี้ พวกเขามองทุก ๆ เหตุการณ์ในชีวิตของตนว่า เป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายและนำไปสู่สิ่งอื่น ๆ ต่อไป

การเรียนรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติ คุณจะพัฒนาความคิดไปตามลำดับ

ขั้นที่ 1 มนุษย์เราไม่มีจุดมุ่งหมายที่เฉพาะเจาะจงในชีวิต เราเชื่อว่าชีวิตเป็นเหมือนเกมเสี่ยงดวง เราดำเนินชีวิตไปอย่างสับสน ไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน นี้คือความคิดแบบคนที่ตกเป็นเหยื่อของโชคชะตา

ขั้นที่ 2 มนุษย์เราทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของตนเอง เรารู้จักตั้งเป้าหมาย เราพบว่าหากเราสร้างมโนภาพถึงสิ่งที่เราปรารถนา และใช้พยายามอย่างมุ่งมั่น เราก็จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ บางครั้งเราประสบความสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้แล้วแต่เราก็ไม่ได้มีความสุขมากขึ้น

ขั้นที่ 3 มนุษย์เราทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตนเอง การทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบันแล้วปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินต่อไปเองหรือเกิดขึ้นเองตามเวลาอันควรนั้น เป็นสิ่งที่เราควรทำ บ่อยครั้งชีวิตได้มอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคาดหวังไว้ พบว่า มีความสมดุลระหว่างการทำงานหนักกับเวลาอันเหมาะสม เราสามารถเลือกที่จะไม่รู้สึกสิ้นหวังหรือสับสนได้ และเมื่อเราสามารถหาความสมดุลภายในและรู้สึกสบายใจมากขึ้น เราจะเริ่มมองว่า การมีชีวิตนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย แทนที่จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่เสมอ

ความหมายของชีวิตคืออะไร

เราจะค้นพบความหมายของชีวิตได้จากสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งเกิดจากการกระทำของเราต่อผู้อื่น
จงให้ความใส่ใจกับปัจจุบันและในปัจจุบันนี้นี่แหละครับที่คุณจะได้พบรางวัลแห่งชีวิต





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

2leep.com